BEAUTY ยังสวยสมชื่อไหม?

ในช่วงที่ผ่านมาหุ้น BEAUTY ได้รับความนิยมกันอย่างมาก ทั้งในแง่ของผลประกอบการที่เติบโตอย่างโดดเด่น ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนทำให้นักลงทุนได้ฝากความหวังไว้กับหุ้นตัวนี้ ที่เชื่อกันว่าจะสร้างกำไรส่วนต่างจากราคาหุ้น (Capital Gain)

 



แต่พอเวลาผ่านไปไม่นานนัก เหมือนมีพายุถาโถมเข้ามา ทำให้หุ้นกลุ่มเครื่องสำอางที่รวมถึง BEAUTY เกิดความผันผวนทั้งในแง่ของผลประกอบการ และราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว นั่นคือประเด็นเมจิกสกิน ที่อวดอ้างสรรพคุณเกินจริง จนทำให้เมจิกสกินในช่วงเวลานั้นได้รับความนิยมอย่างมาก

 

 

ไม่เพียงเท่านี้ยังมีเหล่าดาราถ่ายรูปรีวิวลง Instagram กันเกือบครึ่งของวงการบันเทิง ซึ่งเจ้าของแบรนด์เองก็ใช้กลยุทธ์สร้างยอดขายให้ได้มากที่สุด แต่หลังจากนั้นสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และตํารวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ได้บุกจับแหล่งผลิตและจำหน่ายอาหารเสริม แล้วพบว่า “เป็นสินค้าที่หลอกลวงผู้บริโภค” ดังนั้นจึงเป็นเหตุให้หุ้นกลุ่มเครื่องสำอางได้รับผลกระทบตามมาด้วย

 


แม้กระทั่ง BEAUTY ก็ได้รับผลกระทบจากประเด็นดังกล่าวเช่นกัน รวมทั้งยังมีผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวจีน (ซึ่งถือเป็นรายได้หลัก) ที่ชะลอตัวอีกด้วย โดยนักลงทุนคงจำได้ว่าช่วงเวลาดังกล่าว ทำให้ราคาหุ้นปรับลดลงอย่างร้อนแรง แต่เวลาได้ผ่านมาบ้างแล้ว BEAUTY กลับมาบ้างหรือยัง และยังน่าลงทุนไหม จะสวยสมชื่อหรือไม่

 


หากสำรวจราคาหุ้น BEAUTY ในช่วงระหว่างวันที่ 3 ม.ค. 2561 จนถึงวันที่ 5 ก.ย. 2562 โดยเมื่อวันที่ 3 ม.ค. 2561 ได้ทำราคาปิดการซื้อขายที่ระดับ 20.30 บาท หลังจากนั้นทำราคาสูงสุดเมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2561 ที่ระดับ 23.70 บาท และทำราคาต่ำสุดในวันที่ 4 ก.ย. 2562 ที่ระดับ 2.70 บาท ซึ่ง ณ วันที่ 5 ก.ย. 2562 ทำราคาปิดการซื้อขายที่ระดับ 2.82 บาท -17.48 บาท หรือ -86.10% จากราคาปิด ณ วันที่ 3 ม.ค. 2561

 

 

ส่วนผลประกอบการ 3 ปี ย้อนหลังนับตั้งแต่ปี 2559 ถึงช่วงครึ่งปีแรก 2562 พบว่า ปี 2559 มีกำไรสุทธิ 656.01 ล้านบาท หลังจากนั้นปี 2560 กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นโดดเด่นมาสู่ระดับ 1,229.32  ล้านบาท แต่ปี 2561 กำไรสุทธิปรับลดลงเหลือระดับ 991.59  ล้านบาท และล่าสุดงวดครึ่งปีแรก 2562 มีกำไรสุทธิเพียงแค่ 116.32 ล้านบาท

 

 

ในช่วงที่ผ่านมานั้นราคาหุ้นและผลประกอบการของ BEAUTY มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งหลายๆ ฝ่ายต่างตั้งคำถามว่า ปัจจัยอะไรที่ทำให้หุ้นสวยๆ อย่าง BEAUTY ต้องมาพบกับสถานการณ์แบบนี้ และนับจากนี้ ผลประกอบการ BEAUTY จะเป็นอย่างไร ทิศทางครึ่งปีหลังจะเห็นการฟื้นตัวได้หรือไม่ ท่ามกลางปัจจัยรุมเร้ามากมายเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น หรือสภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศที่ฟื้นตัวช้า

 

 


สำนักวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ได้ให้มุมมองว่า จากผลประกอบการของ BEAUTY ที่ต่ำกว่าคาด และยังไม่มีสัญญาณการฟื้นตัว จึงปรับลดประมาณการผลประกอบการลง โดยคาดกำไรสุทธิปี 2562-2563F อยู่ที่ 218 ล้านบาท และ 273 ล้านบาท ตามลำดับ ซึ่งคาดจะเห็นการหดตัวในทุกช่องทางจำหน่ายของบริษัท

 

 

โดยคาด 1.ยอดขายผ่านสาขาในประเทศลดลง 45% จาก SSSG ในช่วงครึ่งปีแรก 2562 ที่ลดลง 46% 2.ยอดขายผ่านโมเดิร์นเทรดลดลง 25% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามกำลังซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัวรวมทั้งนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่ลดลง  ขณะที่ยอดขายต่างประเทศคาดจะเห็นการหดตัว ผลจากค่าเงินหยวนที่อ่อนค่าลง และการใช้เวลาในการทำตลาด และด้วยการต้องกระตุ้นยอดขาย บริษัทต้องใช้โปรโมชั่นทั้งด้านราคาและโฆษณาส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลง โดยคาดอยู่ที่ 59.9% และค่าใช้จ่ายการขายและบริหารต่อยอดขายเพิ่มขึ้นมาที่ 48% ทำให้อัตรากำไรสุทธิของบริษัทลดลงจากค่าเฉลี่ยในอดีตบริษัทที่ 20-30% มาที่ 10.1%

 

 

ทิสโก้ แนะ “ขาย” ราคาเป้าหมาย 1.82 บาท

 

 

ตามการปรับประมาณการผลประกอบการและการปรับราคาเป้าหมายไปยังปี 2563F ราคาเป้าหมายใหม่อยู่ที่ 1.82 บาท เนื่องจากมองว่าปีนี้ผลประกอบการของบริษัทหดตัว  ปรับคำแนะนำจาก “ถือ” เป็น “ขาย” โดย upside ต่อประมาณการ และคำแนะนำมาจาก 1.บริษัทขายผ่านทาง Cross Border E-Commerce และ General Trade ในจีน บริษัทตั้งเป้ารายได้ถึง 500 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างกระจายสินค้าวางขาย โดยมองว่าต้องใช้เวลาในการทำตลาด หากบริษัททำได้ดีและสูงกว่าที่เราตั้งไว้จะเป็น upside ต่อประมาณการ 2.สินค้าที่บริษัทออกใหม่ต่อเนื่องที่ได้รับความนิยมมากกว่าคาด เหมือนกับที่เคยเกิดกับลิปสติกของ Beauty Cottage 

 

 

“เราได้สำรวจราคาเป้าหมาย BEAUTY ของแต่ละโบรกเกอร์ในช่วงก่อนหน้านี้ พบว่าสูงถึงระดับ 21-26 บาท ซึ่งต่างกันกับตอนนี้ที่แนะนำ “ขาย” โดยให้เป้าหมายอยู่ระดับเพียง 1.82-3 บาท ซึ่ง BEAUTY ถือเป็นกรณีศึกษา เพราะช่วงที่ผ่านมาผลประกอบการฟอร์มดีอย่างต่อเนื่อง เพราะมีมาร์จิ้นที่สูง ที่อาจจะเป็นส่วนหนึ่งทำให้ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรง แต่ปัจจุบัน BEAUTY จะเหลือแค่ตำนาน? และหากครึ่งปีหลัง 2562 ผลประกอบการยังไม่ฟื้น แล้วอนาคตจะเป็นอย่างไร?”