บ.อสังหาปรับเกมรุกรับกำลังซื้อหดตัว

ALL- NOBLE บริษัทภาคอสังหาริมทรัพย์เริ่มขยับปรับเกมรุก ผุดมาตรการกระตุ้นยอดขาย หวังสร้างการเติบโต ALL มั่นใจปีนี้รายได้พุ่ง 4,500 ล้านบาท เน้นทำเล Blue Ocean  ส่วน NOBLE ขยายฐานลูกค้าต่างชาติหวังปี 64 ดันยอดขาย 3,000 ล้านบาท


ท่ามกลางกำลังซื้อภายในประเทศที่หดตัวจากการเติบโตของเศรษฐกิจที่ยังไม่ดีตามที่คาดหมาย รวมถึงผลกระทบจากมาตรการ LVT ในช่วงที่ผ่านมาทำให้บริษัทในภาคอสังหาริมทรัพย์ต้องปรับตัว ทั้งการเจาะตลาดใหม่ๆรวมถึงการขยายฐานลูกค้าไปยังต่างกลุ่มลูกค้าต่างชาติ


นายธนากร ธนวริทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ALL กล่าวว่า เรามีโครงการอยู่ในทำเลที่มีความต้องการสูง โดยมีลูกค้าที่พักอาศัยอยู่จริง ซึ่งมีทำเลที่ดินที่เป็น Blue Ocean รวมทั้งมีทำเลที่ดินที่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายอื่นมองข้าม โดยมีการแข่งขันน้อย และมีราคาขายที่ได้เปรียบ ดังนั้นจึงเชื่อว่าเป็นตัวกระตุ้นยอดขายได้เป็นอย่างดี


ทั้งนี้บริษัทยังคงเป้าหมายยอดขาย (Presale) ในปี 2562 ไว้ที่ระดับ 7,000 ล้านบาท ซึ่งในช่วงครึ่งปีแรกบริษัทมียอดขายรวมแล้วประมาณ 4,125 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 59% ของเป้าหมายทั้งปี ในช่วงครึ่งปีหลัง 2562 เตรียมเปิดโครงการใหม่ 3-4 โครงการ มูลค่ากว่า 12,500 ล้านบาท ทั้งแบบคอนโดมิเนียม โลว์ไรส์ ไฮไรส์ และทาวน์โฮม โดยล่าสุดเตรียมเปิดโครงการ The Vision Ladprao - Nawamin Phase II คาดจะเปิดขายในช่วงวันที่ 31 สิงหาคมนี้


ขณะที่โครงการ The Excel Ladprao - Sutthisan ที่เปิดตัวไปช่วงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าเพียงวันเดียว ลูกค้าแห่จองกวาดยอดขายแล้วกว่า 850 ล้านบาท หรือคิดเป็นกว่า 70% ของมูลค่าโครงการ 1,200 ล้านบาท ดังนั้นจากความสำเร็จที่เกิดขึ้น ยิ่งเป็นเครื่องตอกย้ำให้เชื่อมั่นว่า ในทุกๆ โครงการที่เตรียมจะเปิดตัวในเร็วๆ ก็คงจะได้ผลตอบรับที่ดีแบบนี้เช่นเดียวกัน


นอกจากนี้บริษัทมีโครงการสร้างเสร็จใหม่ 4 โครงการ ได้แก่ 1. โครงการ เดอะ วิชั่น ลาดพร้าว-นวมินทร์ (The Vision Ladprao-Nawamin) มูลค่าโครงการ 1,400 ล้านบาท ก่อสร้างเฟส 1 แล้วประมาณ 90% ปัจจุบันมียอดขายแล้ว 30%  2.โครงการ อิมเพรสชั่น ภูเก็ต (Impression Phuket) มูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท ปัจจุบันมียอดขายแล้ว 35% หรือประมาณกว่า 700 ล้านบาท คาดภายในปีนี้จะเริ่มส่งมอบได้ และจะเปิดขายหลังจากบ้านตัวอย่างเสร็จในเดือนกันยายนนี้


3.โครงการ ดิ เอ็กเซล ไฮด์อะเวย์ สุขุมวิท 71 (The Excel Hideaway Sukhumvit 71) มูลค่าโครงการ 1,600 ล้านบาท ปัจจุบันมียอดขายแล้วกว่า 70%  และ 4.โครงการ ดิ เอ็กเซล ไฮด์ อะเวย์ สุขุมวิท 50 (The Excel Hideaway Sukhumvit 50) ปัจจุบันมียอดขายแล้วประมาณ 70%


ดังนั้น บริษัทมั่นใจ รายได้ปี 2562 จะเติบโตทะลุเป้าหมายที่วางไว้ที่ 4,500 ล้านบาท เนื่องจาก ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2562 ที่มีอยู่ประมาณ 8,000 ล้านบาท แบ่งเป็นสัดส่วนจากโครงการแนวราบที่ 240 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 3% ของยอดรวม และจากโครงการคอนโดมิเนียม 7,760 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 97% ของยอดรวม ซึ่งจะทยอยรับรู้เป็นรายได้ในช่วง 3 ปีข้างหน้า (ปี 2562-2564) โดยในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2562 จะทยอยรับรู้ Backlog ประมาณ 50%


นอกจากนี้ ยังมีสินค้าพร้อมโอน (สต็อก) มูลค่ารวมประมาณ 201 ล้านบาท จาก 130 ยูนิต ใน 2 โครงการ ประกอบด้วย โครงการ Rise Rama 9 จำนวน 10 ยูนิต มูลค่า 26 ล้านบาท และโครงการ The Excel Khukot จำนวน 120 ยูนิต มูลค่า 175 ล้านบาท คาดจะสามารถปิดการขายได้ทั้งหมดภายในปี 2562


ส่วนความคืบหน้าในการเข้าลงทุนในสิทธิการเช่าช่วงอาคารศูนย์การค้า เดอะ นิว ฟอรั่ม พลาซ่า  (The New Forum Plaza ) จังหวัดชลบุรี บนพื้นที่ 11-3-74 ไร่ ซึ่งมีพื้นที่ Gross Building Area รวม 34,952 ตารางเมตร และพื้นที่ให้เช่า (Gross Leasable Area) 11,593 ตารางเมตร โดยมีอายุสัญญาเช่า 29 ปี มูลค่ารวมประมาณ 600 ล้านบาท ซึ่งเป็นการแตกไลน์ทางธุรกิจจากอสังหาริมทรัพย์ไปยัง Shopping Mall ว่า ขณะนี้ได้มีการก่อสร้างไปตั้งแต่ช่วงเดือนกรกฎาคม 2562 ที่ผ่านมา ซึ่งคาดกว่าจะแล้วเสร็จกลางปี 2563 และจะเปิดให้บริการในเชิงพาณิชย์ในช่วงครึ่งปีหลัง 2563 คาดว่าจะมีผู้เช่าคิดเป็นสัดส่วน 90% โดยคาดว่าจะมีรายได้รวมเดือนละกว่า 10 ล้านบาท และหลังจากเปิดบริการเต็มปีในปี 2564 จะส่งผลให้มีรายได้เฉลี่ย 200 ล้านบาทต่อปี ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทฯ มีรายได้จากธุรกิจดังกล่าว เข้ามา 5,800 ล้านบาท ตลอดอายุสัญญาเช่า ซึ่งแบ่งเป็นรายได้จากค่าเช่า 90% และอื่นๆ อีก 10%

 

 

NOBLE ลุยเข้าซื้อกิจการที่อังฤษชัดเจนปี 63

นายธงชัย บุศราพันธ์ ประธานกรรมการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม และกรรมการผู้จัดการ บริษัท โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ NOBLE กล่าวว่า มาตรการกระตุ้นยอดขายของบริษัท ต้องดูในแต่ละทำเล เช่น โครงการในเพลินจิตที่มียอดขายค่อนข้างดี เพราะเป็นทำเลที่ดี พอราคาเหมาะสมจึงมีดีมานด์เข้ามา ส่วนจุดอื่นๆ อย่างเช่น โครงการใหม่ๆ บริษัทได้มีการบริหารความเสี่ยง โดยการขยายฐานลูกค้าต่างชาติเข้ามาสนับสนุน เช่น โครงการที่ ศรีนครินทร์ ได้เปิดขายให้กับลูกค้าต่างชาติ มีผลตอบรับดีมาก ดังนั้นจึงเชื่อว่าในอนาคตการขายของบริษัทจะกระจายตัวไปยังต่างประเทศมากขึ้น


ทั้งนี้บริษัทยังมีแผนเข้าไปซื้อกิจการเพื่อพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ในประเทศอังกฤษ คาดเห็นความชัดเจนภายในปี 2563 เพื่อสร้างการเติบโตให้กับบริษัทอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทวางเป้าในปี 2564 จะมียอดขายจากลูกค้าต่างประเทศประมาณ 3,000 ล้านบาท


ขณะเดียวกันบริษัทยังมีแผนร่วมทุนกับพันธมิตรไทย และต่างประเทศ เพื่อพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ ประมาณ 2 โครงการ มูลค่าโครงการรวมประมาณ 15,000 ล้านบาท เบื้องต้นคาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2562


โดยแนวโน้มผลประกอบการงวดปี 2562 บริษัทวางเป้าหมายจะมีรายได้รวมอยู่ที่ระดับ 10,000-12,000 ล้านบาท เติบโต 100% จากปี 2561 ที่มีรายได้จำนวน 5,152.93 ล้านบาท เนื่องจาก ปัจจุบันบริษัทมียอดขายรอโอน (Backlog) ประมาณ 17,987 ล้านบาท คาดว่าจะรับรู้ในปี 2562 ประมาณ 29% ส่วนที่เหลือทยอยรับรู้ในปีถัดไป


นอกจากนี้บริษัทยังมีสต๊อก มูลค่ารวมประมาณ 17,000 ล้านบาท  ขณะเดียวกัน บริษัทอยู่ระหว่างพิจารณาขายสินทรัพย์ที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักในช่วงครึ่งปีหลัง 2562 ประมาณ 1,000 ล้านบาท จากจำนวนสินทรัพย์ทั้งหมดประมาณ 3,000 ล้านบาท


สำหรับปัญหาสงครามการค้าระหว่าง สหรัฐอเมริกา และจีนนั้น มองว่าส่งผลประทบทำให้นักลงทุนชะลอการลงทุน แต่ปัญหาการเมืองที่ฮ่องกง เชื่อว่าจะเป็นผลบวก เนื่องจาก นักลงทุนในฮ่องกงได้ย้ายฐานไปยังประเทศอื่นๆ ซึ่งประเทศไทยก็ถือเป็นเป้าหมายในนั้นเช่นกัน