ภาวะการลงทุนในโลก ‘ไม่ปกติ’…แนะพอร์ต ‘ระมัดระวัง’ รับมือ

สถานการณ์ลงทุนโลกในปีนี้ยังคงต้องติดตามกันแบบไม่คลาดสายตา เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัว ท่ามกลางความขัดแย้งของสงครามทางการค้าหระหว่างสหรัฐ-จีนที่กระทบบรรยากาศการลงทุนเป็นระลอกๆ ตั้งแต่กลางปี2018 เป็นต้นมา และยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลงแต่ประการใด

           

 

“กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF)” คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะโตช้าลงในปี2019 เหลือ 3.2% จาก 3.6% ในปี2018 แต่มีแนวโน้มจะฟื้นตัวได้ในปี2020 เป็น 3.5%

           

 

ในภาวะแวดล้อมที่ไม่เป็นใจเช่นนี้ เราจะเตรียมรับมือกับการลงทุนอย่างดี ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีเรื่องราวที่น่าสนใจมาฝากกันเช่นเคย

           

 

“โลกการลงทุน”...ในภาวะไม่ปกติ ลงทุนได้-แต่ ‘ระมัดระวัง’ มากขึ้น

         

 

ล่าสุดในวันศุกร์ที่ผ่านมา (6 ก.ย. 19) ‘เจอโรมม์ พาเวลล์’ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ให้ความเห็นว่า ไม่เชื่อว่าเศรษฐกิจโลกหรือเศรษฐกิจสหรัฐจะเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) ในปีหน้า และประกาศพร้อมจะลดดอกเบี้ยลงอีก 0.25% ในการประชุม FOMC วันที่ 18 ก.ย. 19 นี้ เรียกว่าสยบปรากฎการณ์ ‘Inverted Yield Curve’ ไปได้พอสมควร

         

 

ในมุมของ “วิน พรหมแพทย์” ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.พรินซิเพิล จำกัด มองว่า ปัจจุบันภาวะการลงทุนในตลาดโลกอยู่ในภาวะ ‘ไม่ปกติ’ เห็นได้จากช่วงครึ่งปีแรกของปี2019 ในท่ามกลางมุมมองเศรษฐกิจที่ดูแย่ แต่สินทรัพย์ทุกตัวกลับปรับตัวขึ้นพร้อมกันทั้งในส่วน ‘สินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven)’ และ ‘สินทรัพย์เสี่ยง (Risky Assets)’ ซึ่งไม่ใช่ภาวะปกติ ในขณะที่ตลาดมีความกลัวเช่นนี้ โดยปกติ Safe Haven จะบวก ในขณะที่ Risky Asset จะปรับตัวลง แต่ช่วง 2 เดือนมานี้ปรับตัวขึ้นพร้อมกันหมด

           

 

“สัญญาณ Inverted Yield Curve ที่เกิดขึ้นนั้น จากสถิติในอดีตที่ผ่านมาจะตามมาด้วย Recession แต่จะเกิดขึ้นเมื่อไรนั้นบอกไม่ได้ว่าช่วงไหน บางครั้งก็แค่ 4 เดือน แต่บางครั้งก็ 4 ปี Gap เรื่องเวลาไม่ชัด และยากที่จะตอบได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไร”

          


วิน พรหมแพทย์

 

           

ในส่วนของเศรษฐกิจไทยเองคาดว่าปีนี้จะโตได้ 3.0-3.3% เป็นผลกระทบจากการส่งออกที่จิดลบ การชะลอตัวของภาคการท่องเที่ยว และการเบิกจ่ายงบประมาณที่ล่าช้า และมีโอกาสเช่นกันที่เศรษฐกิจไทยจะโตต่ำกว่า 3.0% ในปีนี้ อย่างไรก็ตามหากมองไปในปี2020 ก็มีโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะปรับตัวดีกว่าในปีนี้ จากฐานที่ต่ำ และความล่าช้าในการใช้งบประมาณก็จะมีงบพร้อมใช้เข้ามาในปีหน้า

           

 

“ช่วงที่ผ่านมาไทยจึงเป็นสวรรค์ที่ต่างชาติใช้เป็นแหล่งพักเงิน แต่คาดว่าเงินต่างชาติที่จะเข้ามาในตลาดตราสารหนี้จากนี้ไปคงไม่มากนัก เพราะอัตราผลตอบแทน (Yield) ก็ปรับลงมามากแล้วจนปัจจุบันเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยค่อนข้างแบนราบ (Flat) ผลตอบแทนก้ค่อนข้างต่ำ โอกาสที่จะปรับลงอีกมีไม่มาก ค่าเงินบาทก็คงแข็งได้อีกไม่มาก ค่าเงินบาทไม่น่าจะแข็งไปหลุด 30บาทต่อดอลลาร์”

 

 

ยังลงทุนได้...แต่เน้นพอร์ต ‘ระมัดระวัง’ มากขึ้น

 

 

แม้มองไปข้างหน้ายังคงมี ‘ปัจจัยเสี่ยง’ โดยเฉพาะจากภายนอกประเทศคงอยู่ ทั้ง Trade War ,Brexit ,ประท้วงในฮ่องกง เป็นต้น อย่างไรก็ตาม วิน แนะนำว่า นักลงทุนยังสามารถลงทุนได้ เพียงแต่ต้องใช้ ‘ความระมัดระวัง’ มากขึ้น โดยบริษัทเองหันกลับมายึดธีม (Theme) การลงทุนที่เน้น Defensive มากขึ้น เน้นปันผลมากขึ้น เป็นธีมที่ใช้เป็นหลักเพื่อรับมือกับความผันผวนในตลาดเงินตลาดทุนโลก ปัจจุบันเรา

 

          

 

 

-‘Over Weight’ ตราสารหนี้ โดยมองว่า FED น่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกครั้ง ในขณะเดียวกันตราสารหนี้ในไทยเองเส้นอัตราผลตอบแทนของข้างแบนราบ (Flat) จึงไม่คุ้มค่าความเสี่ยงกับการถือ ‘ตราสารหนี้ระยะยาว’ บริษัทจึงทยอยขายทำกำไรในตราสารหนี้ระยะยาวแล้วปรับมาลงทุนใน ‘ตราสารหนี้’ ระยะสั้นแทน

 

 

-‘Neutral’ หุ้นไทย กลุ่ม Principal มีการศึกษาถึงโอกาสที่ตลาดหุ้นมีโอกาสที่จะถูกลงอีกจากระดับปัจจุบัน พบว่าปัจจุบันตลาดหุ้นไทยมีโอกาสที่จะถูกลงกว่าปัจจุบันถึง 93% นั่นหมายความว่า ตลาดหุ้นไทยค่อนข้าง ‘แพง’ ไปแล้ว แต่นี่เป็นการมองผ่านดัชนี MSCI Thailand ซึ่งประกอบด้วยหุ้นใหญ่เป็นสำคัญ นั่นอาจกำลังบอกได้ว่า ‘หุ้นใหญ่’ ของไทยแพงไปแล้ว อาจจะต้องขยับมาลงทุนใน ‘หุ้นขนาดกลาง-เล็ก’ มากขึ้น

 

 

“ทั้งนี้หากดัชนีปรับตัวลงมาต่ำกว่าระดับ 1,600 จุด แนะนำให้ทยอยเข้าลงทุน และยังคงมองกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีที่ 1,600-1,750 จุด”

 

 

-‘Underweight’ หุ้นโลก แนะนำกลุ่มหุ้นที่ Defensive หรือกลุ่มที่มีความผันผวนต่ำเพื่อถือลงทุนระยะยาว

 

-‘Underweight’ กลุ่มกองทุนอสังหาริมทรัพย์/ REITs แม้ว่าปัจจัยพื้นฐานยังแข็งแกร่ง แต่ราคาก็ปรับลงตามคาด โดยมองว่าโอกาสการลงทุนใน REITs ต่างประเทศยังมีความน่าสนใจมากกว่า ในไทยกลุ่มกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) ยังคงน่าสนใจลงทุนอยู่

 

-‘Underweight’ ทองคำ ช่วงที่ผ่านมาราคาวิ่งขึ้นมาจากข่าวล้วนๆ ทั้งที่ปัจจัยพื้นฐานไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเลย ที่ระดับสูงกว่า 1,500 ดอลลาร์ แนะนำลดสัดส่วนลง จากเดิมถือ 5% ก็ปรับลงมาเหลือ 1% ถือไว้เพื่อกระจายความเสี่ยงเป็นสำคัญ

 

 

“กองอสังหาฯ/REIT”…ระยะสั้น ‘แพง’ แต่ถือ ‘ลงทุนระยะยาว’ ได้

 

         
ปีนี้กลุ่ม ‘กองทุนอสังหาริมทรัพย์/REITs)’ ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น แต่ ณ จุดนี้ วิน มองว่า ราคาของกองอสังหาฯ และ REIT เริ่มแพงไปแล้วแม้ว่าปัจจัยพื้นฐานยังดีอยู่ก็ตาม จากนี้ไปถึงสิ้นปี ‘โอกาสในขาขึ้น (Upside)’ น่าจะจำกัด คงไม่มากเหมือนในช่วงที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามถ้าจะลงทุนเพื่อถือ ‘ระยะยาว’ รับเงินปันผลเฉลี่ย 4-5% นั้น ยังสามารถลงทุนได้ ‘กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน’ ยังเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะกระแสรายได้ค่อนข้างมีเสถียรภาพมากกว่ากองทุนอสังหาฯ หรือ REIT

 

 

“ปกติราคากลุ่มอสังหาริมทรัพย์ในไทยและสิงคโปร์จะเคลื่อนไหวในทิศทางตรงข้ามกัน แต่ในช่วงปีนี้กลับพบว่ามีการเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน แต่ยังคงมีปัจจัยบวกจากการที่คาดว่า FED จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง จะเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้มีเงินไหลเข้า REITs เพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่ดีกว่า (Search for Yield) โดย REITs สิงคโปร์มีทางเลือกการลงทุนที่หลากหลายกว่าและสภาพคล่องที่ดีกว่ากองทุนอสังหาฯ ในไทย จึงยังเน้นการลงทุนใน REITs สิงคโปร์มากกว่าไทย และเน้นลงทุนในกลุ่ม Office ,Retail , Logistics ,Data Center และ Infrastructure Fund

           

 

นี่คือมุมมองการลงทุนจาก ‘บลจ.พรินซิเพิล’ ในระยะ 3 ปีข้างหน้า เป็น ‘พอร์ตแบบระมัดระวัง’ เพื่อรับมือตลาดการเงินโลกที่มีความผันผวนและอยู่ในช่วงของเศรษฐกิจชะลอตัวเช่นนี้ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ลงทุนที่สนใจอยู่บ้างไม่มากก็น้อย