“หุ้น ESG”...ผลตอบแทนระยะยาว ‘สูงกว่าค่าเฉลี่ย’

กองทุนส่วนใหญ่โดยเฉพาะในแถบ ‘เอเชีย’ มักมีความกังวลเรื่องผลตอบแทนของกองทุน หากต้องเลือกลงทุนเฉพาะในบริษัทที่ผ่านเกณฑ์ ESG ที่กำหนดไว้ เพราะการลงทุนดังกล่าวอาจไม่ได้สร้างผลตอบแทนที่สูงที่สุด รวมถึงอาจไม่สามารถชนะดัชนีเทียบวัดที่กำหนดได้ ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงทำให้การลงทุนเฉพาะในบริษัทที่ผ่านเกณฑ์ ESG ของกองทุนในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาไม่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ดังเช่นกองทุนในกลุ่ม ‘ประเทศพัฒนา’ แล้ว

 

 

“อย่างไรก็ตาม ในระยะหลังจากเริ่มมีการศึกษาในประเด็น ESG เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลการศึกษาจากบริษัทจัดทำดัชนีชั้นนำของโลก เช่น ดัชนี MSCI, ดัชนี S&P 500 ได้พิสูจน์ว่า ค่าความเสี่ยงของขนาดผลตอบแทนในช่วงขาลง (Maximum drawdown) ของกลุ่มบริษัทที่ผ่านเกณฑ์ ESG โดยเฉลี่ยแล้วจะ ‘ต่ำกว่า’ ค่าเฉลี่ยโดยรวม ในทางกลับกัน ค่าผลตอบแทนเฉลี่ยในระยะยาวของบริษัทที่ผ่านเกณฑ์ ESG มีค่าที่ ‘สูงกว่า’ ค่าเฉลี่ยโดยรวม ส่วนค่า ‘ความผันผวน’ ก็มีค่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโดยรวมเช่นกัน”

 

 

จากข้อมูลข้างต้น ส่งผลให้นักลงทุนคลายความกังวลในเรื่องความเสี่ยงผลตอบแทนและความผันผวนลงไปมาก และกลับมาให้ความสำคัญกับกองทุนประเภท ESG และยอมรับในดัชนีเทียบวัดที่เป็น ESG มากขึ้นเป็นลำดับ กองทุนในกลุ่ม ‘ประเทศพัฒนา’ แล้ว รวมถึงของประเทศ ‘ญี่ปุ่น’ และ ‘ไต้หวัน’ ก็ได้ใช้นโยบายดังกล่าวใช้สำหรับการบริหารจัดการกองทุนทั้งที่บริหารเองและจัดจ้างผู้จัดการกองทุนจากภายนอก

 

 

ในส่วนกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ได้มีการจัดตั้ง ‘กองทุนหุ้นในประเทศ (ESG Focused Portfolio)’ ที่บริหารเอง ตั้งแต่ต้นปี 2019 ที่ลงทุนในหลักทรัพย์ที่ผ่านเกณฑ์ ESG มีขนาด 1,000 ล้านบาท โดยใช้ดัชนีเทียบวัด Thailand Sustainability Investment (THSI) ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นผู้จัดทำขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกันกับนโยบาย และอนาคตอันใกล้นี้กบข.ยังมีนโยบายที่จะขยายสัดส่วนให้ครบทั้ง 100% เช่นกัน และในการจัดจ้างผู้จัดการกองทุนภายนอกทั้งในและต่างประเทศนั้น ก็ได้มีการกำหนดให้พิจารณาเรื่อง ESG ควบคู่ไปกับการลงทุน และได้กำหนดให้มีคะแนนในการคัดเลือกผู้จัดการเพื่อเป็นการส่งเสริมในทางอ้อมด้วย

 

 

สำหรับการลงทุนใน ‘กองทุนตราสารหนี้’ นั้น ในต่างประเทศได้มีกองทุนที่เป็นมุ่งเน้น ESG มากขึ้นเป็นลำดับและมีการใช้ดัชนีที่เป็น ESG ไว้เทียบอ้างอิง ส่วนในตลาดเอเชียรวมถึงประเทศไทย ตราสารหนี้หุ้นกู้ประเภท Green Bond นั้น เพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่นาน ยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายและยังไม่มีดัชนี ESG ที่สอดคล้องกับการลงทุนไว้เทียบอ้างอิง

 


“อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ว่าในอนาคตอันใกล้นี้ อาจมีการร่วมมือระหว่าง ‘ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย’ กับ ‘สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย’ ในการใช้เกณฑ์ THSI จัดทำดัชนี ESG ขึ้นมา”

 

 

นอกจากการส่งเสริมการลงทุนให้มี ESG ในภาพรวม โดยพิจารณาดุลภาพควบคู่ไปกับด้านผลตอบแทนที่เหมาะสมแล้ว ยังมีวิวัฒนาการในต่างประเทศที่มีการลงทุนเป็นเครื่องมือในการผลักดัน ESG ในด้านต่างๆ อย่างเฉพาะเจาะจง (Impact investing) เช่น ในประเทศ ‘สหรัฐอเมริกา’ หรือกลุ่มประเทศ ‘ยุโรป’ โดยมีการจัดตั้งกองทุนเป็นการเฉพาะที่ลงทุนในบริษัทที่ไม่ใช้พลาสติก หรือในบริษัทที่ไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่บรรยายกาศ หรือในประเทศ ‘ญี่ปุ่น’ ที่ตั้งกองทุนเฉพาะที่มีการจ้างผู้บริหารระดับสูงเป็นสตรี เป็นต้น