“ASI”...พร้อมนำมาตรฐานโลก ตอบโจทย์ ‘นักลงทุนไทย’

หากพูดถึง ‘บลจ.ต่างชาติ’ ที่เข้ามารุกธุรกิจในไทยในยุคแรกๆ คงต้องนึกถึง “บลจ.อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด (ประเทศไทย)” หรือ “Aberdeen Standard Investment :ASI” ในปัจจุบัน ที่เข้ามารุกธุรกิจในไทยมานานกว่า 24 ปี ถือเป็นหนึ่งในบลจ.ต่างชาติที่นักลงทุนไทยรู้จักเป็นอย่างดี วันนี้ในอุตสาหกรรมกองทุนของไทยมี ‘บลจ.ต่างชาติ’ รุกเข้ามาทำธุรกิจมากขึ้น ‘ASI’ ก็มองเห็นโอกาสนั้นและยังคงมุ่งมั่นในการทำธุรกิจและให้บริการแก่ลูกค้าในไทยอย่างเต็มศักยภาพเช่นเดียวกัน

 

 

ล่าสุดได้ส่งแม่ทัพมือดีอย่าง  “โรเบิร์ต เพนนาโลซา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารประจำประเทศไทย กลับมารับหน้าที่สำคัญในการรุกธุรกิจในไทยอีกครั้ง ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีเรื่องราวที่น่าสนใจมาฝากกันเช่นเคย

 

 

ASI”…นำการลงทุนมาตรฐานระดับสากลโลก
มาตอบโจทย์ให้คนไทย

 

 

        
ที่ผ่านมานักลงทุนไทยจะรู้จัก ‘บลจ.อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด (ประเทศไทย) : ASI’ ในเรื่องการลงทุนใน ‘หุ้น’ ทั้งในและต่างประเทศเป็นสำคัญ แต่  “โรเบิร์ต เพนนาโลซา” บอกว่า จริงๆ แล้ว ASI มีความเชี่ยวชาญการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลายทั่วโลก ไม่ใช่เฉพาะ ‘หุ้น’ เท่านั้น เรายังมีการบริหารสินทรัพย์อีกหลากหลายประเภททั้ง ‘ตราสารหนี้’ , ‘Multi Asset’ , ‘สินทรัพย์ทางเลือก’ ,Private Debt’ , ‘Private Equity’ หรือ ‘REIT/Infrastructure Fund’ เป็นต้น

 

 

ในฐานะที่เป็นหนึ่งในบริษัทไม่กี่รายที่มีบริษัทแม่เป็นบริษัทจัดการลงทุนระดับโลกและดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมายาวนาน เรายังคงมั่นใจในการผสมผสานเอาความรู้เชิงลึกในแต่ละภูมิภาคและแนวทางทางการลงทุนตามมาตรฐานระดับสากลในหลากหลายสินทรัพย์มาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้แก่นักลงทุนไทยและเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีท่ามกลางสภาวะตลาดโลกที่มีความผันผวนสูง

 

 

“เรามีเป้าหมายที่จะนำความรู้และความเชี่ยวชาญที่เรามี นำเสนอทางออก (Provide Solution) ในเรื่องการออมการลงทุนให้กับคนไทยมากขึ้น นั่นช่วยให้สามารถรุกตลาดด้านการลงทุนได้ครอบคลุมมากขึ้น เป็นการนำการลงทุนมาตรฐานระดับโลกมาตอบโจทย์ให้คนไทย”

           

          

 

ในส่วนของโพรดักต์ก็มีแผนจะนำเสนอทางเลือกการลงทุนใหม่ๆ เข้ามาเพิ่มเติม เช่น กองทุนรวมเพื่อการวางแผนเกษียณ (ที่ไม่ใช่ RMF) ,กองหุ้นจีน A-Share และ Fixed Maturity Product :FMP เป็นต้น ส่วนการนำเสนอออกมานั้นเราคงต้องดูภาวะตลาด ความต้องการของนักลงทุนประกอบด้วยเช่นกัน แต่ก็จะพยายามนำเสนอออกมาให้ได้เร็วที่สุด

 

 

ASI”…ขอเป็น ‘บลจ.ต่างชาติ’
ที่นักลงทุนไทยจะนึกถึงเป็นอันดับแรก

 

 

ปัจจุบันมี ‘บลจ.ต่างชาติ’ อยู่มากมายที่สนใจเข้ามารุกธุรกิจในไทย ทางเลือกของนักลงทุนไทยก็มีมากขึ้น แล้วทาง ‘ASI’ วางตำแหน่งของตัวเองในอุตสาหกรรมไว้อย่างไร “โรเบิร์ต เพนนาโลซา” ยอมรับว่า โอกาสของธุรกิจกองทุนในไทยยังมีอีกมาก ปัจจุบันคนไทย 10 คนอาจจะมีบัญชีเงินฝากทุกคน แต่กลับมาบัญชีกองทุนเพียงไม่กี่คน สังคมไทยเป็น ‘สังคมผู้สูงอายุ’ ที่เรื่องของการวางแผนการเงินจะมีประโยชน์อย่างมาก ดอกเบี้ยที่ต่ำ ผลตอบแทนตราสารหนี้ที่ต่ำ ก็เป็นปัญหาสำหรับผู้ฝากเงิน รวมถึงนักลงทุนสถาบันอย่าง ‘ประกัน’ ตรงนี้เราสามารถเข้าไป Provide Solution เพื่อตอบโจทย์ให้กับลูกค้าทุกกลุ่มได้เป็นอย่างดี เพราะเราไม่สามารถจะตอบโจทย์เรื่องการเงินของนักลงทุนได้เพียงโพรดักท์ใดเพียงโพรดักท์เดียวเท่านั้น

           

 

“ผมฝันอยากจะช่วยให้คนไทยมีความรู้ความเข้าใจเรื่องการลงทุนมากขึ้น เราพร้อมจะตอบโจทย์ความต้องการของนักลงทุนทุกกลุ่มทั้งสถาบันและรายย่อย เพื่อสะท้อนถึงความตั้งใจนี้เรากำลังพัฒนาระบบเพื่อให้นักลงทุนเข้าถึงบริการของ ‘ASI’ ได้ง่ายขึ้น รวมถึงการปรับลดมูลค่าขั้นต่ำของการซื้อครั้งแรกลงด้วยเช่นกัน เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยเราจะนำเสนอออกมาให้ได้รับรู้กันอีกครั้ง ในส่วนของการเติบโตเราพร้อมที่จะโตทั้งจากตัวธุรกิจเอง จากการควบรวมกิจการ หรือการร่วมมือกับพันธมิตร หากมีโอกาสเราไม่ปฏิเสธ”

 

         
เราไม่ได้ตั้งเป้าในเรื่องของสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหาร (AUM) เอาไว้เป็นเรื่องหลัก แต่เป็นการ Provide Solution เพื่อแก้ไขปัญหาด้านการเงินให้กับนักลงทุนไทย เพื่อตอบโจทย์ทางการเงินให้กับคนไทยเพราะเราเชื่อมั่นว่าหากทำได้ตามนั้น เรื่อง AUM จะตามมาเอง

           

 

‘ASI’ มีจุดเด่นที่แตกต่างจากบลจ.ต่างชาติอื่นๆ เพราะเราทำธุรกิจในไทยมานานเป็นรายแรกที่เข้ามาในไทย เราพร้อมที่จะสร้างผลตอบแทนที่ดีอย่างสม่ำเสมอในระยะยาวให้กับลูกค้า ทำให้นักลงทุนทมั่นใจใน ‘แบรนด์’ ของเรา มั่นใจใน ‘กระบวนการลงทุน’ ของเรา ที่สำคัญเรามีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนมากกว่า มีออฟฟิศกระจายอยู่ทั่วโลกมากกว่า และมีความสามารถในการลงทุนเพื่อตอบโจทย์ทางการเงินให้กับนักลงทุนได้เป็นอย่างดี

 

 

“เราอยากเป็น ‘บลจ.ต่างชาติ’ ที่นักลงทุนไทยจะนึกถึงเป็น ‘อันดับแรก’ นั่นคือสิ่งที่เรามุ่งหวังจะมุ่งไป ในส่วนของ AUM เองหลังจากนี้ก็ตั้งเป้าไว้เพียงว่าจะมีการเติบโตที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ถ้ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นในโลกการลงทุน แล้วนักลงทุนต้องการคำตอบ อยากให้นักถึง ASI”

 

 

ASI”… เชื่อจะไม่เกิด ‘เศรษฐกิจถดถอย (Recession)’ ในสหรัฐ

 

 

ช่วงที่ผ่านมา เกิด ‘Inverted Yield Curve :IYC’ ขึ้นในตลาดสหรัฐ ทำให้นักลงทุนกังวลถึงสัญญาณเตือนถึงภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ที่อาจจะเกิดขึ้นตามมา อย่างไรก็ตาม “พงค์ธาริน ทรัพยานนท์” หัวหน้าฝ่ายการลงทุน-ตราสารหนี้ บลจ.อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด (ประเทศไทย) จำกัด เห็นต่างออกไปว่า จะไม่เกิด Recession ตามมาอย่างที่ตลาดกลัวกัน เพราะประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะต้องหาวิธีเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐให้ดีขึ้นก่อนที่จะถึงการเลือกตั้งในปลายปี2020 ถ้าเขายังอยากจะได้รับเลือกกลับมาเป็นสมัยที่2 ดังนั้นเขาไม่น่าจะทำอะไรที่จะฉุดให้เศรษฐกิจสหรัฐตกต่ำลงไปจนเกิดเป็น Recession เกิดขึ้นมา

           

 

“ตลาดตราสารหนี้สหรัฐอาจจะมีการตอบรับข่าวความคาดหวังการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) มากเกินไป ตลาดกำลังมองว่า FED จะลดดอกเบี้ย 3-4 ครั้งลงไปที่ระดับ 1% ซึ่งนั่นต้องมองว่าจะเกิด Recession แล้วแต่เราไม่คิดแบบนั้นคาดว่า FED จะลดดอกเบี้ยลงอีก 2 ครั้งๆ ละ 0.25% รวม 0.5% ในช่วง 6 เดือนข้างหน้า”

 

พงค์ธาริน ทรัพยานนท์

 


สำหรับไทยเองก็เกิด ‘Inverted Yield Curve’ ขึ้นในบางช่วงอายุ แต่ก็ไม่ได้สะท้อนถึง Recession แต่ประการใด แต่เป็นผลมาจากมาตรการเก็บภาษีตราสารหนี้กองทุนรวม ทำให้กองทุนเข้าลงทุนเพื่อ ‘ล็อกผลตอบแทน’ เอาไว้ในบางช่วงอายุ เช่น 2-3 ปี จนทำให้อัตราผลตอบแทนปรับตัวลงมาต่ำกว่าตราสารหนี้ระยะสั้น ประกอบกับ Supply ของพันธบัตรมีน้อยไมเพียงพอจึงทำให้เกิดปรากฎการณ์ดังกล่าวขึ้นมา แต่ไม่ใช่บอกว่าไทยกำลังจะมี Recession

           

 

“ปัจจุบันอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรระยะยาวและสั้นใกล้เคียงกันมาก ประมาณ 1.4% ทำให้พันธบัตรระยะยาวไม่น่าสนใจ หรือจะเรียกว่ามีระดับ ‘แพงไป’ ก็คงไม่ผิดนัก ถ้าจะทำให้พันธบัตร 10 ปี ที่ผลตอบแทน 1.4% น่าสนใจ ทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คงต้องปรับลดดอกเบี้ยลงไปอีก 2 ครั้ง ตอนนี้เราก็ขายทำกำไรในตราสารหนี้ระยะยาวแล้วมาเข้าในตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีอายุช่วง 1-5 ปี เพราะมองว่ามีโอกาสที่อัตราดอกเบี้ยจะปรับลงได้อีกรอบ”

 

 

“หุ้นไทย”...ยังน่าสนใจ-คุณภาพการทำกำไรของบริษัทยังดี

 

 

ส่วน ‘ตลาดหุ้นไทย’ นั้น “ออเสน การบริสุทธ์” หัวหน้าฝ่ายการลงทุน-ตราสารทุน บลจ.อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า ยังเป็นตลาดที่น่าสนใจในการลงทุน คุณภาพการทำกำไรบริษัทจดทะเบียนยังดี ตั้งแต่ต้นปีมาตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 5% ถือว่าไม่แย่เมื่อเทียบกับตลาดอื่น จาก Consensus ใน Bloomberg มองกำไรบริษัทจดทะเบียนไทยปีนี้โต 11% และปีหน้าโต 15% มองสัดส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E) ปีนี้ที่ 15 เท่า และปีหน้า 14 เท่า อย่างไรก็ตามในระยะสั้นตลาดยังมีความผันผวนจาก ‘ปัจจัยลบ’ ในต่างประเทศที่เข้ามากระทบ หากตลาดปรับตัวก็เป็นจังหวะที่ดีในการคัดเลือกหุ้นที่ดีมีคุณภาพสูงเพื่อลงทุนในระยะยาว

            

         ออเสน การบริสุทธ์

 

“สำหรับเศรษฐกิจไทยเราคาดว่ารัฐบาลพร้อมที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้การขยายตัวในปีนี้ไม่ต่ำกว่า 3% ซึ่งรัฐบาลมีเครื่องมือที่จะทำได้และพร้อมที่จะทำอยู่แล้ว เรายังมีความเชื่อมั่นต่อการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน โดยกลุ่มที่มีความน่าสนใจแต่คงต้องเลอกเป็นรายตัว ได้แก่ กลุ่มวัสดุก่อสร้าง กลุ่มค้าปลีก และกลุ่มพาณิชย์”

           

 

การกลับมาคุมทัพของ “โรเบิร์ต เพนนาโลซา” ในครั้งนี้ถือว่า ‘มีนัยสำคัญ’ เป็นการส่งสัญญาณที่จริงจังในการรุกธุรกิจกองทุนในไทยภายใต้บริบทที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากจากในอดีต หลังจากนี้ ‘ASI’ คงไม่อยู่เงียบๆ เช่นในอดีต และเชื่อว่าก้าวย่างของ ‘ASI’ ในครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อนักลงทุนไทยในท้ายที่สุดอย่างแน่นอน