หุ้นรับเหมาโดนเท น่าเปย์แล้วหรือยัง ?

หนึ่งในกลุ่มหุ้นที่ถูกจับตามองมากที่สุดว่าจะต้องปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงแน่ๆเมื่อมีรัฐบาลใหม่จากการเลือกตั้ง ก็คือ กลุ่มหุ้นรับเหมาก่อสร้าง ด้วยแรงคาดหวังที่ว่า รัฐบาลชุดใหม่จะมาพร้อมกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การลงทุนของภาครัฐต้องกลับมาคึกคัก โครงการก่อสร้างต่างๆเดินหน้าเต็มกำลัง


แต่แล้วเวลาผ่านไปหุ้นรับเหมากลับไม่เป็นอย่างใจหวัง การลงทุนต่างๆยังไม่ได้เดินหน้าเท่าที่ควร ซ้ำรายผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้างรายใหญ่จากประเทศจีนก็เข้ามาแข่งขันซ้ำอีก ประกอบกับภาวะตลาดหุ้นที่ไม่เอื้ออำนวยทำให้หุ้นในกลุ่มนี้กลับโดนเทอย่างไม่ยั้ง เมื่อหุ้นรับเหมาถูกเทขายขนาดนี้ จึงมีคำถามว่า ถึงเวลาที่จะเข้าซื้อหรือยัง



 

บล.บัวหลวง ประเมินว่า การซื้อขายหุ้นในขณะนี้ เป็นโอกาสในการเข้า Trading หุ้นรับเหมาก่อสร้างกลับมาอีกครั้ง หลังจากที่ราคาหุ้นปรับตัวลงมากว่า 30% นับแต่เราปรับลด คำแนะนำการลงทุนในกลุ่มฯ โดยสาเหตุของการปรับตัวลงเป็นเพราะ ผลประกอบการไตรมาสที่ 2  ที่ออกมาผิดหวัง ประกอบกับการประมูล โครงการขนาดใหญ่ที่ล่าช้ากว่าคาด


อย่างไรก็ดีด้วย Valuation ปัจจุบันที่ราคาลงลึกจนเทรดเกือบ -2SD จากค่าเฉลี่ยในอดีต เรา มองว่าราคาหุ้นได้สะท้อนปัจจับลบไปมากแล้ว ขณะที่ผล ประกอบการของกลุ่มในไตรมาสที่ 3  มีแนวโน้ม ที่ฟื้นตัวขึ้น เราปรับ คำแนะนำ ในรับเหมาตัวใหญ่ STEC CK UNIQ เป็น Trading Buy สำหรับการรับเหมางานรากฐาน SEAFCO PYLON คงคำแนะนำ

 

 

ซื้องานใหญ่แม้เลื่อน...แต่ไม่เลิก

แม้ในช่วงครึ่งปีหลัง การประมูลโครงการโครงสร้างพื้นฐาน จะค่อนข้างเงียบเหงา โดยจะเห็นแค่การประมูลรถไฟไทย-จีน อีก 4 สัญญา รวม 3.8 หมื่นล้านบาท ในวันที่ 26 สิงหาคมนี้ ประกอบด้วย 1) ช่วงหมวกเหล็กและลำตะคอง (5.3 พันล้านบาท) 2) ช่วงบันไดม้า-ลำตะคอง (1.2 หมื่นล้านบาท) 3) ช่วงโคกกรวด-นครราชสีมา (9 พันล้านบาท) และ 4) ช่วงบ้านโพ-พระแก้ว (1.1 หมื่นล้านบาท) สำหรับ รถไฟไทยจีน ส่วนที่เหลือ อีก 2 สัญญาได้แก่ ช่วงสระบุรี -แก่งคอย (1.05 หมื่นล้านบาท) และ ดีโป้ (6 พันล้านบาท) คาด จะเห็นการประมูลในไตรมาสที่ 4  นี้ นอกจากนี้ยังมีโครงการที่น่าจะออกมาได้เร็วอีกในช่วงปลายปีนี้คือ โครงการรันเวย์ 3 สุวรรณภูมิ (1.3 หมื่นล้านบาท) และที่คาดตามมาในต้นปี หน้าคือโครงการรถไฟฟ้าสีส้มตะวันตก (9 หมื่นล้านบาท) และตามมาด้วย รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้  (7.7 หมื่น ล้านบาท) สำหรับรถไฟทางคู่ยังคงอยู่ใน ขั้นตอนของ EIA คาดจะออกประมูลได้ต่อจากรถไฟฟ้า 2 สายข้างต้น


แนวโน้มกำไรของทั้งกลุ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้นทั้ง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดย STEC รับรู้งานรถไฟฟ้าสายสีเหลือง ชมพู ส้ม และรถไฟทางคู่ ส่วน CK ผล ประกอบการหลักคาดฟื้นตัวขึ้น เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แม้รายได้จะทรงตัว แต่ค่าใช้จาย SG&A น่าจะลดลงเพราะไม่ค่าใช้จ่ายพิเศษที่เป็น  one-time และยังมีเงิน ปันผลจาก TTW เข้ามาหนุน และ UNIQ รับรู้รถไฟฟ้าสายสีส้ม และรถไฟ ทางคู่ลพบุรีปากน้ำโพ สำหรับรับเหมางานฐานรากอย่าง SEAFCO และ PYLON เราคาดไตรมาส 3  จะกลับมาแข็งแกร่งทั้ง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า  เพราะ Backlog ที่มีจำนวนมาก ซึ่งการรับรู้รายได้บ้างส่วนชะลอไปใน 2Q19 เพราะ วันหยุดเยอะ แต่จะกลับมาเร่งรับรู้รายได้ใน 3Q19 หนุนกำไรเติบโตแรง Valuation check ปัจจุบันราคาหุ้น ปรับตัวลงมาจนในถึงระดับ -2SD จากค่าเฉลี่ยแล้ว อย่างเช่น STEC CK UNIQ ถึงแม้แนวโน้มการประมูลโครงการต่างๆจะล่าช้ากว่าคาด แต่เรามองว่า valuation ที่ต่ำส่งผลให้downside จำกัด และมีโอกาสในการเล่น Rebound ได้  เราปรับคำแนะนำในรับเหมาตัวใหญ่ STEC CK UNIQ เป็น Trading Buy และปรับราคาเป้าหมายมาที่ระดับ -1SD สำหรับการรับเหมางานรากฐาน SEAFCO PYLON คงคำแนะนำ ซื้อ


นายณัฐวุฒิ  รุ่งวงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน ต้นธารคอร์ปอเรชั่น ประเมินว่า หุ้นกลุ่มรับเหมาปรับตัวลดลงแรง ทั้งในตัวของ CK และ STEC ที่ลงมาเข้าใกล้ LOW เก่าทั้งคู่ รวมถึงหุ้น UNIQ เข้าใกล้เขตจุดต่ำสุดของในรอบปีที่ผ่านมา  ทั้งนี้หุ้นกลุ่มรับเหมาก้อสร้างลงมา 2 เรื่อง คือ ผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 2 ออกมาไม่ดีนัก และในเรื่องที่ 3 ความเชื่อมั่นของภาครัฐบาลที่ไม่มีเสถียรภาพมากนัก มีเสียงเกินฝ่ายค้านไม่มากนัก  มีการต่อรองตำแหน่งที่สูงมาก  ซึ่งหุ้นรับเหมาก่อสร้างมีความเกี่ยวข้องกับการเมือง


ทั้งนี้การที่รัฐบาลดำเนินการ รถไฟฟ้า รถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูงเชื่อมโยง 3 สนามบิน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับรัฐบาล ถ้ารัฐบาลอยู่หุ้นรับเหมาก่อสร้างจะมีผลดี ซึ่งหลังจากเลือกตั้งหุ้นรับเหมาปรับตัวดีขึ้นมาก แล่พอรัฐบาลมีปัญหาจึงเกิดความกังวล และ 3  ผลกระทบจาก บล็อคเทรด ที่ทำให้ราคาหุ้นขึ้นหรือลงมากกว่าปกติ


การปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงของหุ้นกลุ่มรับเหมาน่าจะเป็นโอกาสที่สำคัญในการเข้าสะสม เพราะแม้ปัจจัยจากต่างประเทศเข้ามากดดันตลาดหุ้นไทยให้ร่วงยกแพงแต่ด้วยการที่ภาครัฐต้องการขับเคลื่อนการลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ นักลงทุนอาจต้องหาโอกาสเพื่อเข้าสะสมรอการฟื้นตัวในอนาคตที่อาจเกิดขึ้นได้