“บลจ.กสิกรไทย”...ส่ง ‘K-FIXEDPRO’ ขาย 27 ส.ค.-9 ก.ย. 19 นี้

บลจ.กสิกรไทย ส่ง กอง K-FIXEDPRO’ เพิ่มทางเลือกให้ผู้ลงทุนในยุคที่ดอกเบี้ยต่ำ ชูโอกาสรับผลตอบแทนจากตราสารหนี้คุณภาพดีทั้งไทยและต่างประเทศ ผ่านกลยุทธ์แบบเชิงรุกร่วมกับAlliance Bernstein L.P. หวังผลตอบแทนเฉลี่ย 2.5-3.0% ต่อปี เสนอขายครั้งแรก 27 ส.ค. 9 ก.ย.นี้





นายนาวิน อินทรสมบัติ Chief Investment Officer บลจ.กสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ประกาศลดดอกเบี้ยนโยบายมาอยู่ที่ระดับ 1.50% อีกทั้งกฎหมายการจัดเก็บภาษีกองทุนตราสารหนี้ได้มีผลบังคับใช้แล้วนั้น ส่งผลให้ผู้ลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ต้องมองหาโอกาสจากการลงทุนในรูปแบบอื่นๆ เพิ่มเติม บริษัทจึงจัดตั้งกองทุนเปิดเค ตราสารหนี้ โปรแอคทีฟ (K-FIXEDPRO) ซึ่งเป็นกองทุนน้องใหม่ในตระกูลตราสารหนี้ เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้ที่รับความเสี่ยงได้ไม่มาก และยังต้องการรับผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้อยู่ โดยเปิดเสนอขายครั้งแรก (IPO) ในระหว่างวันที่ 27 ส.ค. 9 ก.ย. 19

 


(นาวิน อินทรสมบัติ)



กอง K-FIXEDPRO เป็นกองทุนที่ต่อยอดมาจากกอง K-FIXED และ K-FIXEDPLUSที่มีนโยบายลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพดีที่มีอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับที่สามารถลงทุนได้ (Investment Grade) ทั้งไทยและต่างประเทศในสัดส่วน 50% : 50% ของพอร์ต โดยไม่มีการลงทุนใน High Yield Bond ทำให้ผู้ลงทุนได้รับผลตอบแทนที่ดีได้บนความเสี่ยงที่ไม่มากนัก



“บริษัทมีความเชี่ยวชาญตราสารหนี้ในไทย และ Alliance Bernstein L.P. ผู้เชี่ยวชาญตราสารหนี้ทั่วโลกที่บริหารตราสารหนี้มากกว่า 250,000 ล้านเหรียญ ได้ร่วมมือกันบริหารกองทุนดังกล่าวผ่านกลยุทธ์แบบเชิงรุกที่คัดเลือกตราสารแบบรายตัว และปรับสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะสมตามสภาวะตลาด โดยมุ่งหวังผลตอบแทนประมาณ 2.50% ต่อปี 3.00% ต่อปี

 

 

นายนาวิน ยังกล่าวอีกว่า บริษัทยังมีมุมมองบวกต่อตลาดตราสารหนี้ต่างประเทศโดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย เนื่องจาก


(1) ตราสารหนี้ภาคเอกชนในเอเชียยังมีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง โดยบริษัทส่วนใหญ่ในเอเชียมีแนวโน้มเติบโตของกำไรสูง และคาดว่าปี 2020บริษัทเอเชียมีการเติบโตของกำไรประมาณ 14% ต่อปี ขณะที่บริษัททั่วโลกมีการเติบโต 10% ต่อปี

(2) ความสามารถในการชำระหนี้อยู่ในระดับสูง โดยจากสถิติย้อนหลัง 30 ปี พบว่า ตราสารหนี้ Investment Grade มีผลขาดทุนสะสมจากการผิดนัดชำระหนี้เฉลี่ยต่ำมากเมื่อเทียบตราสารหนี้ High Yield

(3) หุ้นกู้เอเชียมีเสถียรภาพนื่องจากผู้ลงทุนหลักเป็นนักลงทุนเอเชีย

(4) ผลตอบแทนของหุ้นกู้ในเอเชียมีความน่าสนใจกว่าภูมิภาคอื่น ซึ่งหากพิจารณาที่ผลตอบแทนปรับด้วยความเสี่ยง จะเห็นว่าดัชนีหุ้นกู้เอเชียมีผลตอบแทนปรับด้วยความเสี่ยงสูงถึง 1.59 ขณะที่ตราสารหนี้เอกชนทั่วโลกและตลาดเกิดใหม่ทำได้เพียง 1.01 และ 1.45 ตามลำดับ



ส่วนตลาดตราสารหนี้ไทยยังมีเสถียรภาพในสายตานักลงทุนต่างประเทศที่มองว่าเงินบาทยังแข็งค่าและเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยท่ามกลางความผันผวนของตลาดการเงินโลก อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องจับตาประเด็นการเจรจาทางการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน รวมถึงความเสี่ยงทางการเมืองระหว่างประเทศที่อาจส่งผลกระทบต่อความรู้สึก (sentiment) ของนักลงทุนต่างประเทศ



นายนาวิน กล่าวต่อไปว่า การถือตราสารหนี้ระยะยาวจะช่วยกระจายความเสี่ยง และปกป้องพอร์ตในภาวะตลาดผันผวนได้ ดังนั้น กอง K-FIXEDPRO จึงเหมาะกับผู้ที่สามารถลงทุนได้ในระยะเวลา 1 ปีขึ้นไป และต้องการผลตอบแทนมากกว่ากองทุนตราสารหนี้ในประเทศ โดยกระจายการลงทุนไปยังตราสารหนี้ต่างประเทศ แต่ไม่ต้องการรับความเสี่ยงมากนัก ทั้งนี้ เริ่มต้นลงทุนได้เพียง 500 บาท