โลกจับตาวิกฤตไฟป่าแอมะซอน

ผู้นำบราซิลโบ้ยพวกเอ็นจีโอตัวการไฟป่าแอมะซอน อ้างไม่มีทรัพยากรพอจะรับมือ

 

 

 

ขณะนี้ทั่วโลกกำลังจับตามองไปที่ประเทศบราซิล ซึ่งเป็นที่ตั้งของผืนป่าแอมะซอนที่ ซึ่งเปลี่ยนเสมือนปอดของโลกใบนี้ที่กำลังเกิดวิกฤตไฟป่าครั้งร้ายแรง

 

 


จุดความร้อนของไฟป่าแอมะซอนกำลังกินวงกว้างจนสามารถมองเห็นได้ชัดจากอวกาศด้วยภาพถ่ายดาวเทียมของนาซา แสดงให้เห็นควันจากไฟป่าปกคลุมทั่วทั้งทวีป สอดคล้องกับข้อมูลขององค์กรด้านการเฝ้าระวังผืนป่าทั่วโลกอย่าง โกลบอล ฟอเรสต์ วอทช์ ได้ใช้ภาพถ่ายดาวเทียมที่แสดงให้เห็นจุดความร้อนของไฟป่าในบราซิลที่มีมากกว่า 109,000 จุด

 

 


เหตุไฟป่าครั้งนี้ส่งผลให้องค์การด้านสิ่งแวดล้อมหลายแห่งกล่าวโทษไปยัง นายฌาอีร์ โบลโซนารู ประธานาธิบดี หัวขวาจัดของบราซิลว่าเขาเป็นต้นเหตุของไฟป่าครั้งนี้ เนื่องจากนับตั้งแต่ที่โบลโซนารูเข้ามารับตำแหน่งผู้นำบราซิล เขาได้อนุมัติให้ภาคเอกชน และเกษตรการสามารถเข้าใช้ทรัพยากรในพื้นที่ป่าแอมะซอนได้ เพื่อหวังฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจของประเทศ

 


องค์ด้านสิ่งแวดล้อมและนักวิจัยระบุว่า เหตุไฟป่าแอมะซอนครั้งนี้ส่วนใหญ่เกิดจากฝีมือมนุษย์ เพราะหากเป็นเหตุไฟป่าโดยธรรมชาติคงไม่ขยายวงกว้างได้ขนาดนี้ โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกร และบรรดาเอกชน ที่ต้องการนำที่ดินมาใช้ประโยชน์ สอดคล้องกับที่รัฐบาลบราซิลก็ปรับลดงบประมาณด้านสิ่งแวดล้อมลง

 

 

ด้านนายโบลโซนารู ได้โพสต์คลิปวิดิโอพร้อมข้อความระบุว่า เรื่องนี้ไม่ยุติธรรมที่ทั่วโลกบอกว่าเขาคือต้นเหตุไฟป่าครั้งนี้ ผู้นำบราซิลได้กล่าวหาองค์กรนอกภาครัฐ (NGO) ว่าเป็นต้นเหตุของกองไฟที่ลุกลามเพิ่มขึ้นในป่าฝนแอมะซอน

 

 

คำพูดของผู้นำบราซิลนับเป็นคำกล่าวหาที่ไม่มีหลักฐาน ทว่าบรรดานักสิ่งแวดล้อมกลับแย้งว่า ไฟเหล่านี้เกิดจากการกวาดล้างพื้นที่ป่าเพื่อทำการเกษตรของบราซิลพร้อมว่าต่างประเทศไม่ควรเข้ามาแทรกแซงในการแก้ปัญหาไฟป่าของบราซิล



"ผืนป่าอเมซอนมีขนาดใหญ่กว่ายุโรป เราจะรับมือกับไฟป่านี้ได้อย่างไร เราไม่มีทรัพยากรที่จะรับมือได้ขนาดนั้น" ประธานาธิบดีโบลโซนารู กล่าวป่าแอมะซอนกินพื้นที่ราว 5.5 ล้านตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 9 ประเทศ โดยบราซิลมีพื้นที่ป่ามากที่สุด 60% แต่ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา พื้นที่ป่าอเมซอนของบราซิลหายไปถึง 20% ระหว่างเดือน ส.ค.2017-ก.ค.2018 มีพื้นที่อีกกว่า 7,900 ตารางกิโลเมตร หรือใหญ่กว่ากรุงลอนดอนถึง 5 เท่าถูกทำลาย นอกจากนี้ป่าแอมะซอนยังเป็นแหล่งผลิตออกซิเจนร้อยละ 20 ของโลก จนได้รับสถานะเทียบเท่ากับเป็นปอดของโลก




ทั้งนี้ทาง WWF กองทุนสัตว์ป่าโลก เตือนว่าหากการตัดไม้ทำลายป่ายังดำเนินต่อไปจนถึงจุดที่ไม่สามารถย้อนกลับได้ ป่าฝนที่เป็นปอดของโลกผืนนี้จะกลายเป็นเพียงทุ่งหญ้าเขตร้อนที่สัตว์ป่าหลายชนิดไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ อีกทั้งยังกลายเป็นแหล่งแพร่คาร์บอนซึ่งที่ยิ่งทำให้สภาวะการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกร้ายแรงยิ่งขึ้น