เก็บ “ภาษีกองทุน”...เป็นไปเพื่อความเท่าเทียม

หลายคนทราบแล้ว...แต่หลายคนอาจยังไม่ทราบว่าเราได้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการไปแล้วเมื่อวาน (20 ส.ค. 19) กับ “ภาษีกองทุน” ที่มีการจัดเก็บใหม่ใน 2 กลุ่มด้วยกัน

           

 

กลุ่มแรกที่พูดถึงกันมากคือ กลุ่มกองทุนรวมที่ลงทุนใน ตราสารหนี้ กับอีกกลุ่มเป็น กองทุนอสังหาริมทรัพย์ที่ไม่ค่อยมีการกล่าวถึงมากนัก แต่โดยภาพรวมหลังจากบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้ว คาดว่าไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อตลาดกองทุนรวมมากนัก เพราะโดยนัยยะแล้วเป็นการปรับเพื่อให้เกิด ความเป็นธรรม ด้านภาษีมากกว่า

           

วันนี้ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีเรื่องราวที่น่าสนใจมาฝากกันเช่นเคย

 

 

‘ภาษีตราสารหนี้’…ไม่กระทบ ‘ตลาดตราสารหนี้’

         


การเก็บ ภาษีตราสารหนี้ ที่กองทุนเข้าไปลงทุนในครั้งนี้ไม่ได้เก็บจากผลตอบแทนที่ นักลงทุน แต่ประการใด แต่เป็นการเก็บในระดับตราสารที่กองทุนเข้าไปลงทุนและนับเฉพาะตราสารหนี้ที่เข้าไปลงทุนหลัง 20 ส.ค. 19 หลังกฎหมายมีผลบังคับใช้แล้วเท่านั้น

 

           
“โดยให้ ผู้ออกตราสารหนี้จะหักภาษีดอกเบี้ย 15% ก่อนจ่ายดอกเบี้ยให้กับกองทุนรวม สำหรับตราสารที่กองทุนซื้อมาหลังวันที่ 20 ส.ค. 19 เป็นต้นไป จากเดิมก่อนหน้านี้ที่ไม่ได้เสียภาษี”

 

           
สำหรับการลงทุนตราสารหนี้ใน ตลาดแรก ก็ตรงไปตรงมา ไม่น่ามีประเด็นอะไร เพราะหักภาษีจากดอกเบี้ยที่ได้รับ แต่ก็มีความกังวลถึงเรื่องของการซื้อขายใน ตลาดรอง มากกว่าโดยเฉพาะในช่วงแรกว่าจะหาราคาที่เหมาะสมในการซื้อขายอย่างไร แต่ฝั่งบลจ.เองก็เชื่อว่าท้ายที่สุดแล้ว ตลาดจะ ปรับสมดุล หาราคาที่เหมาะสมได้ในที่สุด

          

 
จากข้อมูลของ “สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย” รายงานว่า วานนนี้ (20 ส.ค. 19) ซึ่งเป็นวันแรกที่การลงทุนในตราสารหนี้ของกองทุนรวมจะถูกเก็บภาษีหัก ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% บน ดอกเบี้ย หรือ ส่วนลด นั้น พบว่า การซื้อขายตราสารหนี้ของกองทุนรวมยังคงอยู่ในระดับปกติของค่าเฉลี่ยการซื้อขายจากวันก่อนหน้า (ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. – 19 ส.ค. 19) 


 

โดยกองทุนรวมมีการซื้อขายตราสารระยะสั้น (อายุคงเหลือน้อยกว่า 1 ปี) 50,787 ล้านบาท และตราสารระยะยาว 9,086 ล้านบาท แม้จะมีการประมูลพันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทยระยะสั้น จำนวน 75,000 ล้านบาท และกองทุนรวมมีการซื้อเข้าพอร์ตจำนวนมาก แต่ก็เป็นระดับการซื้อขายปกติของวันที่มีการประมูล 

 

 

“โดยสรุป กองทุนรวมซื้อสุทธิทั้งในตราสารระยะสั้นและระยะยาว จำนวน 28,993 ล้านบาท และ 3,816 ล้านบาท ตามลำดับ สำหรับ Bond Yield ไทย อายุ 1 ปี ขยับขึ้น 1.5 bps จากวันก่อนหน้า มาอยู่ที่ 1.489% ส่วนรุ่นอายุ 5 ปี อยู่ที่ 1.445% ปรับขึ้น 2.2 bps เมื่อเทียบกับวันก่อนหน้า”

 

 

“นักลงทุน”...ควรทำความเข้าใจถึงผลกระทบ

 


อย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้นว่า...นี่ไม่ใช่การ เก็บภาษี บนผลตอบแทนที่นักลงทุนจะได้รับ แต่เป็นการเก็บบนตราสารหนี้ที่กองทุนรวมเข้าไปลงทุน ซึ่งไม่ได้จำกัดเฉพาะ กองตราสารหนี้ เท่านั้น แต่ผลกระทบหลักๆ คงเกิดกับกลุ่ม กองทุนตราสารหนี้ เป็นสำคัญ

 


ในส่วนของ กองทุนตราสารหนี้แบบมีอายุ (Term Fund)’ จะตรงไปตรงมาที่สุด ดอกเบี้ยที่กองทุนได้รับจะถูกหักภาษีไป 15% ในกรณีที่ผลตอบแทนของกองทุน Term Fund เท่าเดิม แน่นอนว่าผลตอบแทนก็จะลดลงตามภาษีที่ถูกหักไป

           

 

ตัวอย่าง : Term Fund ลงทุนได้ผลตอบแทนดอกเบี้ย 2% ต่อปี ก็จะถูกหักภาษี 15% เหลือผลตอบแทน 1.7% ต่อปี

 

           
แต่ในกรณีของ กองทุนเปิดตราสารหนี้ ผลกระทบจะค่อยเป็นค่อยไป เพราะหลังจาก 20 ส.ค. 19 ไปแล้วหากกองทุนลงทุนในตราสารหนี้เข้ามา ตราสารหนี้ใหม่เท่านั้นที่จะเสียภาษี 15% ไม่เกี่ยวกับตราสารหนี้เก่าที่ลงทุนอยู่ก่อน 20 ส.ค. 19 แต่ประการใด

 

           
แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไปนานเข้า ก็จะมี ตราสารหนี้ใหม่ เข้ามาเพิ่มขึ้นตามลำดับ ดังนั้นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนก็จะขึ้นอยู่กับ

 

  • สัดส่วนการซื้อขาย
  • สัดส่วนตราสารหนี้ใหม่ที่กองทุนซื้อเข้ามาในกองทุน
  • สัดส่วนตราสารหนี้เก่าที่จะครบอายุของกองทุน

 


 

           
“ดังนั้น ในส่วนของ กองทุนเปิดตราสารหนี้ นั้น หากสมมติให้ผลตอบแทนอยู่ที่ 2% ต่อปี ก็จะไม่ได้ลดลงเหลือ 1.7% ต่อปี ในทันทีทันใดเหมือนกลุ่ม ‘Term Fund’ ที่สำคัญผลกระทบจากภาษีนี้จะเกิดขึ้นกับผลตอบแทนจากดอกเบี้ยเท่านั้น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ ‘ผลตอบแทนรวม’ ของกองทุนตราสารหนี้ที่เป็นกองเปิด ซึ่งยังมีผลตอบแทนอีกส่วนจาก ‘การซื้อขายตราสารหนี้’ นั่นเอง”

           

สำหรับ กองทุนรวมอื่นๆนั้น ผลกระทบก็เป็นไปในลักษณะเดียวกัน ขึ้นกับสัดส่วนของ ตราสารหนี้ ที่กองทุนนั้นๆ ลงทุนอยู่ อย่างไรก็ตาม การเก็บภาษีตราสารหนี้ได้รับการยกเว้นในกลุ่มกองทุนที่เป็นการออมระยะยาวเพื่อการเกษียณ ดังต่อไปนี้

 

  • กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)’
  • กองทุนรวมที่จัดตั้งเพื่อรองรับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
  • กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

           

 

“ดังนั้นผู้ลงทุนก็ไม่ต้องปรับตัวอะไรมาก ในส่วนของผลตอบแทนนั้นแม้จะเสียภาษี 15% จากดอกเบี้ยรับไป แต่เชื่อว่าในภาพรวมแล้วผลตอบแทนของกองทุนตราสารหนี้ก็ยังสูงกว่า เงินฝาก อยู่นั่นเอง และน่าจะเป็นทางเลือกให้กับผู้ลงทุนที่ไม่ชื่นชอบความเสี่ยงแต่ต้องการผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝากได้เป็นอย่างดี”

 

 

“นิติบุคคล”...ต้องเสียภาษีเงินปันผล 10% ที่ได้รับจาก กองทุนอสังหาริมทรัพย์

       

 

           
ตั้งแต่วันที่ 20 ส.ค. 19 เป็นต้นไป ยังมีอีกเรื่องภาษีกองทุนที่มีผลบังคับใช้แล้วนั่นคือ การเก็บ ‘ภาษีเงินปันผล 10%’ จากกลุ่มนักลงทุนที่เป็น “นิติบุคคล” ที่ได้รับเงินปันผลจาก กองทุนอสังหาริมทรัพย์ (Property Fund)’ และต้องนำเงินปันผลที่ได้รับไปรวมคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลด้วย

 

           
“ส่วนนักลงทุนบุคคลทั่วไปไม่ต้องตกใจอะไร เพราะไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลยเนื่องจากต้องเสียภาษีเงินปันผล 10% อยู่แล้ว”

           

ในขณะที่ก่อนหน้านี้ ‘นิติบุคคล’ จะได้รับ ยกเว้น ภาษีเงินปันผลหากถือหน่วยลงทุน 3 เดือน ก่อนและหลังจ่ายปันผล ดังนั้น การเก็บภาษีในครั้งนี้จึงกระทบต่อผู้ลงทุนที่เป็น นิติบุคคล เท่านั้น

 

ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกันระหว่างเงินปันผลจาก ทรัสต์เพื่อลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT)’ ที่มีการหักภาษีนั่นเอง โดยกองทุนยังคงบริหารทรัพย์สินที่อยู่ในกองและจัดหารายได้ตามปกติ ไม่มีผลต่อมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV) ของกองทุนและการจัดหาผลประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์แต่ประการใด


           
“นักลงทุนที่เป็น นิติบุคคล ผลตอบแทนหลังหักภาษีก็จะลดลง อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับอัตราปันผลของกองทุนอสังหาริมทรัพย์เฉลี่ย 6-7% แล้ว แม้จะเสียภาษีเงินปันผล 10% เหลือเฉลี่ย 5.4-6.3% ก็ยังคงเป็นผลตอบแทนที่น่าสนใจอยู่นั่นเอง”

           

แม้วันนี้ การเก็บภาษี ได้เกิดขึ้นแล้ว แต่เชื่อว่านักลงทุนส่วนใหญ่จะไม่สัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแต่ประการใด สำคัญคือทำความเข้าใจ เพราะทั้งหมดนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในโลกของการลงทุนที่มีอยู่แล้วในทุกการลงทุนนั่นเอง