AOT รับเทรดวอร์-ฮ่องกงประท้วง ฉุดผู้โดยสารปีนี้โตเพียง 1.5%

AOT  รับการเติบโตไม่เป็นตามคาด หลังการชุมนุมฮ่องกง–เทรดวอร์ยืดเยื้อ พร้อมลุยธุรกิจนอนแอร์โรว์หวังงวดปี 63 ดันสัดส่วนรายได้ 45% พร้อมเข้าบริหารเพิ่มใน 4 สนามบิน

 

 

นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT เปิดเผยว่า AOT ประเมินว่าจำนวนผู้โดยสารปีนี้ คาดจะโต 1.5% จากเดิมคาดโต 6% เนื่องจากจำนวนผู้โดยสารในประเทศที่ลดลง รวมทั้งจำนวนผู้โดยสารต่างประเทศยังเติบในอัตราที่แผ่วลงเช่นกัน หรือโตประมาณ  4% จากปีก่อนที่เติบโตประมาณ 8%

 

 

ทั้งนี้เนื่องจากยังได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์เรือล่ม รวมทั้งปัญหาความไม่สงบในฮ่องกง และเศรษฐกิจโลกที่ยังชะลอตัวจากปัญหาสงครามการค้า พร้อมกับค่าเงินหยวนอ่อนค่าอีกด้วย ส่งผลให้นักท่องเที่ยวจีนที่ออกนอกประเทศชะลอตัว ซึ่งท่ามกลางการชะลอตัวนั้น นักท่องเที่ยวจีนที่มาเที่ยวไทยก็ชะลอตัวอีกเช่นกัน

 

ดังนั้นจากปัจจัยดังกล่าวจึงคาดว่าภาพรวมผลประกอบการงวดปี 2562  (ตุลาคม 2561-กันยายน 2562) กำไรสุทธิจะอยู่ที่ระดับใกล้เคียงงวดปีก่อนที่อยู่ระดับประมาณ 25,000 ล้านบาท ส่วนรายได้รวมคาดว่าจะเติบโต 6% โดยมาจากรายได้จากนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ เพราะมีค่าธรรมเนียมสนามบิน ปัจจุบันอยู่ที่ 700 บาทต่อคน

 

 

พร้อมกันนี้ยังยืนยันว่าไม่มีแผนปรับขึ้นค่าธรรมเนียมสนามบินแน่นอน โดยบริษัทมีเงินสดในมือ 70,000 ล้านบาท เพียงพอต่อการรองรับลงทุนในอนาคต ซึ่งสามารถรองรับการต่อเติมที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการบินอยู่แล้ว  นอกจากนี้มองยังได้มองเทรนด์ตลาดตั้งแต่ปี 2558-2559 แล้วว่าความรุ่งเรืองของสายการบินประหยัดไม่ได้ยั่งยืนมาก ทำให้ต้องหารายได้จากธุรกิจที่ไม่เกี่ยวกับการบิน (นอนแอร์โรว์) ให้เพิ่มขึ้น จึงมองว่าปี 2563  รายได้ที่ไม่เกี่ยวข้องการบิน จะมีสัดส่วนเพิ่มมาอยู่ที่ 45% จากปัจจุบัน 43%

 

 

“ต้องยอมรับว่าประเทศไทยมีประชากร 60-70 ล้านคน คนที่มีเงินเดือน 17,000-18,000 บาท ขึ้นสายการบินแบบประหยัดยังไงก็อย่างนั้นมันก็อยู่ที่ฐานเดิม ส่วนชาวไร่ชาวนาขึ้นสายการบินประหยัดไม่ได้ ก็ขึ้นไม่ได้อย่างนั้น ต้องยอมรับว่าการเติบโตภายในประเทศ หลังสายการบินแบบประหยัดถูกขับเคลื่อนด้วยสายการบินอินเตอร์ที่มาต่อเครื่องภายในประเทศ พอสายการบินอินเตอร์แผ่ว ดีมานด์ในประเทศไม่ดี เลยทำให้เราต้องมุ่งเน้นรายได้นอนแอร์โรว์ ถึงวันที่การเติบโตภายในประเทศแผ่วลง รายได้นอนแอร์โรว์ก็จะมาช่วยผลักดัน เราจึงพยายามหารายได้จากนอนแอร์โรว์เข้ามาชดเชยด้านการบิน ซึ่งเราเตรียมแผนแล้วว่าจากนี้จนถึงปี 2563 จะมีอะไรบ้าง โดยเฉพาะสัญญาดิวตี้ฟรีใหม่ที่จะเพิ่มกำไรเราได้ถึง 15,000 ล้านบาท ตั้งแต่ต้นสัญญาคือตุลาคม 2563 เป็นต้นไป ซึ่งจะทำให้ผลการดำเนินงานของบริษัทเติบโตดี”นายนิตินัยกล่าว

 

 

ส่วนโครงการก่อสร้างทางวิ่งที่ 3 (รันเวย์ 3) วงเงินงบประมาณ 22,000 ล้านบาทนั้น ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนทำ TOR ซึ่งคาดว่าจะเห็นความชัดเจนในช่วงพฤศจิกายนนี้  ด้านโครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 2 (เทอร์มินอล 2) นั้น มูลค่าลงทุน 40,000 ล้านบาท รองรับผู้โดยสาร 40 ล้านคน ขณะนี้อยู่ระหว่างรอกระทรวงคมนาคมเป็นผู้พิจารณา พร้อมกับพิจารณาว่าจะออกแบบเองหรือได้

 

 

โดยหากเทอร์มินอล 2 ได้รับการอนุมัติ บริษัทก็จะทำการออกแบบ พร้อมกับการทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในปี 2564 และยอมรับว่าโครงการนี้ได้ล่าช้า ซึ่งจากเดิมจะเริ่มนับหนึ่งได้ตั้งแต่พฤศจิกายนปีก่อน

 

 

“เรารอเทอร์มินอล 2 ว่าจะได้รับอนุมัติหรือไม่ หากอนุมัติก็อาจพิจารณาเลื่อน โครงการขยายอาคารผู้โดยสารตะวันตกและตะวันออก แต่หากไม่อนุมัติ อาจจะเดินหน้าต่อ”

 

 

นายนิตินัยกล่าวเพิ่มเติมว่า วันนี้ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทได้มีมติอนุมัติให้เข้าบริหาร 4 สนามบินเพิ่ม ได้แก่ จังหวัดตาก ,อุดรธานี ,บุรีรัมย์ และกระบี่ หลังจากนั้นจะนำเข้าเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในสัปดาห์หน้า