“เงินเฟ้อ”...สิ่งที่ไม่ควรมองข้าม!

ในการวางแผนการเงินการลงทุนสิ่งหนึ่งที่ไม่ควรถูกมองข้าม ก็คือ เรื่องของผลกระทบที่เกิดขึ้นจาก “ภาวะเงินเฟ้อ (Inflation)” ซึ่งเชื่อแน่ว่า ทุกคนคงพอคุ้นเคยกับคำว่า “เงินเฟ้อ” กันมาบ้างแล้วไม่มากก็น้อย ทั้งจากที่มีปรากฎให้เห็นบนอินเตอร์เน็ต หน้าหนังสือพิมพ์ หน้าจอโทรทัศน์ หรือได้ยินได้ฟังกันมาโดยตลอดจากคลื่นวิทยุ

        

 

ทั้งนี้หากพิจารณาถึงนิยามของคำว่า เงินเฟ้อ ย่อมมีความหมายถึง ภาวะที่ระดับราคาของสินค้า หรือบริการโดยเฉลี่ยในท้องตลาดเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง

 

 

 

      
อย่างไรก็ตาม หลายๆ คนยังคงมีความเข้าใจที่ผิดพอสมควรเกี่ยวกับความหมายของคำว่า เงินเฟ้อ ดังกล่าวข้างต้นโดยคิดกันไปว่า ต้องเป็นภาวะที่ระดับราคาของสินค้า หรือบริการทุกประเภทในท้องตลาดมีการปรับตัวสูงขึ้นพร้อมกันทั้งหมด

        

ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การเกิดภาวะเงินเฟ้อที่ว่านี้ไม่จำเป็นที่ราคาของสินค้า หรือบริการต้องสูงขึ้นหมดทุกประเภทแต่อย่างใด อาจเป็นไปได้ที่สินค้า หรือบริการบางประเภทจะยังคงมีราคาเท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลง บางประเภทอาจมีราคาลดลงก็เป็นได้

 


“แต่ประเด็นที่สำคัญก็คือ ต้องมีสินค้า หรือบริการบางประเภทที่มีราคาสูงขึ้นจนมีแรงมากพอที่จะดึงให้ระดับราคาของสินค้า หรือบริการโดยเฉลี่ยในท้องตลาดเพิ่มสูงขึ้นได้  และต้องสูงขึ้นเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง จึงจะถือได้ว่าเกิดภาวะเงินเฟ้อขึ้น (หากราคาของสินค้า หรือบริการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นเพียงครั้งเดียว และไม่ต่อเนื่อง ไม่ถือว่าเกิดภาวะเงินเฟ้อขึ้นนะครับ)”

 

 

โดยสาเหตุหลักที่ส่งผลให้เกิดภาวะเงินเฟ้อมีด้วยกัน 2 ประการ ดังนี้

 

  • ภาวะที่อุปสงค์ส่วนเกินดึงให้ราคาสินค้า หรือบริการสูงขึ้น (Demand Pull Inflation) ซึ่งมักเกิดขึ้นในช่วงที่สภาวะเศรษฐกิจมีการเติบโตสูง ปริมาณเงินหมุนเวียนในระบบมีมาก จนส่งผลให้เกิดความต้องการสินค้า หรือบริการที่มากกว่าปริมาณสินค้าหรือบริการที่มีขายอยู่ในตลาดขณะนั้น และดึงให้ราคาสินค้าหรือบริการปรับตัวสูงขึ้น หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เกิดจากภาวะที่ ‘อุปสงค์’ มากกว่า ‘อุปทาน’ นั่นเอง
  • ภาวะที่ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจนทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับราคาเพิ่มขึ้นตาม (Cost Push Inflation) ทั้งนี้ ผู้ประกอบการทุกคนย่อมคาดหวังที่จะได้รับผลตอบแทนจากการประกอบธุรกิจที่คุ้มค่ากับหยาดเหงื่อแรงกายแรงใจที่ตนเองได้ทุ่มเทลงทุนไป

 

 

หากเกิดการเรียกร้องค่าจ้างแรงงานที่สูงขึ้น ตลอดจนราคาน้ำมัน และราคาวัตถุดิบต่างๆ ที่ต้องใช้ในการขนส่ง และการผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้น จนทำให้ไม่สามารถแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้อีกต่อไป ก็จะทำให้ผู้ประกอบการต้องผลักภาระต้นทุนดังกล่าวต่อไปยังผู้บริโภคด้วยการปรับราคาของสินค้าหรือบริการขึ้นตาม”

 

 

      
ทั้งนี้เมื่อเกิด ภาวะเงินเฟ้อขึ้น ค่าครองชีพก็ย่อมเพิ่มสูงขึ้น อำนาจในการซื้อสินค้า หรือบริการ (Purchasing Power) ของเราก็จะลดลง เนื่องจากราคาของสินค้าหรือบริการที่แพงขึ้นจากเดิม หรือพูดอีกนัยหนึ่งได้ว่า มีเงินเท่าเดิม แต่กลับซื้อสินค้า หรือบริการได้น้อยลง

 

        

ตัวอย่าง : เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ธนบัตรใบละ 100 บาท สามารถใช้ซื้อข้าวราดแกงจานละ 20 บาทได้มากถึง 5 จาน แต่ปัจจุบันราคาข้าวราดแกงได้ปรับตัวสูงขึ้นเป็น 40 บาท ทำให้ธนบัตรใบละ 100 บาท ไม่สามารถใช้ซื้อในจำนวนเท่าเดิมได้อีก หากจะซื้อข้าวราดแกงในจำนวนเท่าเดิม ก็ต้องใช้เงินในจำนวนที่มากขึ้นครับ

 

      

“จึงกล่าวได้ว่า เงินเฟ้อเป็นปัจจัยที่กัดกร่อนให้ มูลค่าของเงินที่เรามีอยู่ ด้อยค่าลง นั่นเอง แน่นอนว่า หากเราถือเงินเก็บไว้กับตัวเฉยๆ โดยไม่นำไปออม หรือนำไปลงทุน หรือนำไปใช้ทำประโยชน์ใดๆ เมื่อเวลาผ่านไป มูลค่าของเงินจำนวนนั้นก็จะลดลงไปเรื่อยๆ ครับ”

 

 

นอกจากนี้ เงินเฟ้อยังทำให้อัตราผลตอบแทนที่เราได้รับจริงจากการออม และการลงทุนลดลงอีกด้วย

      

 

ตัวอย่าง : หากอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนเท่ากับ 5% ต่อปี และอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ปีละ 3% อัตราผลตอบแทนที่เราจะได้รับจริงหลังหักด้วยอัตราเงินเฟ้อจะเหลือเพียง 2% เท่านั้น

 


“โดยอัตราผลตอบแทนที่ได้รับจริงจะยิ่ง ลดลง เมื่อภาวะเงินเฟ้อยิ่งสูงขึ้น ดังนั้น ในเรื่องการวางแผนการเงินการลงทุน การรู้ตัวเลขอัตราเงินเฟ้อจึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่จะช่วยให้เราวางแผนการเงินการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น”

      

 

แน่นอนว่า “ภาวะเงินเฟ้อ” เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ โดยศาสตราจารย์ Milton Friedman ได้กล่าวไว้ว่า เงินเฟ้อเป็นปรากฏการณ์ทางการเงินที่เกิดขึ้นทุกที่ (Inflation is Everywhere Monetary Phenomenon)”

        

 

ดังนั้น ในการวางแผนการเงินการลงทุนใดๆ จึงไม่ควรที่จะมองข้ามสิ่งที่เรียกว่า เงินเฟ้อครับ