“Bond Yield”….ในหลายประเทศทั่วโลก ‘ติดลบ’

ปีนี้มีปรากฎการณ์หนึ่งที่พูดถึงกันมาก นั่นก็คือ “Inverted Yield Curve” เพราะเป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่าหากเกิดสัญญาณนี้ขึ้นเมื่อไร จะมี ‘เศรษฐกิจถดถอย (Recession)’ เกิดขึ้นตามมา

 

           

ตั้งแต่ต้นปีก็มีเกิดขึ้นแล้วในบางช่วงอายุของพันธบัตรสหรัฐ คือ ‘3เดือน-10ปี แต่สัญญาณที่ใช้มองกันนั้นจะเป็น ‘2 ปี-10ปี ซึ่งยังไม่เกิดขึ้นแต่ประการใด

 

           

จนเมื่อวันที่ 14 ส.ค. 19 ที่ผ่านมา พันธบัตรอายุ 10 ปี สหรัฐผลตอบแทนลงไปต่ำกว่า 2 ปี เล็กน้อยประมาณ 1 bps เป็นช่วงสั้นๆ จนทำให้ตลาดหุ้นแดงเดือดไปทั้งโลกจากความกังวลเรื่อง ‘Recession’ ที่กำลังจะตามมา

 

           

วันนี้ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีเรื่องราวที่น่าสนใจมาฝากกันเช่นเคย

 

 

Inverted Yield Curve”… ไม่ได้ตามมาด้วย ‘Recession’ เสมอไป

 

 

         
ความเชื่อมั่นจะลดน้อยถอยลงเมื่อเกิดสัญญาณ ‘Inverted Yield Curve’ เกิดขึ้น มักนำไปสู่เศรษฐกิจถดถอย (Recession) ตามมาตั้งแต่ปี1956 และครั้งล่าสุดที่เกิดสัญญาณนี้ขึ้น คือ ในเดือนธ.ค.2005 หลังจากนั้นก็เริ่มเข้าสู่ Recession ในเดือนธ.ค.2007 และกลายเป็น วิกฤติการเงินโลกในปี2008 นั่นเอง เช่นเดียวกันก่อนเกิด วิกฤติดอทคอม ในปี2001 ก็มีสัญญาณ ‘Inverted Yield Curve’ เกิดขึ้นก่อนเช่นกัน

 


ด้าน “Ken Lin” Senior Manager-Institutional Sale Invesco ยอมรับว่า หลังจากมีสัญญาณของ ‘Inverted Yield Curve’ เกิดขึ้นในบางช่วงอายุก็ทำให้ตลาดมองไปถึงเรื่อง Recession ที่จะตามมา บ้างก็มองว่าจะเกิดขึ้น 2 ปีจากนี้ บ้างก็ว่า 1 ปีจากนี้ เพราะหุ้นสหรัฐก็วิ่งมาไกลพอสมควรแล้ว อย่างไรก็ตามมีสถิติที่น่าสนใจที่จะมาแบ่งปันกัน ตั้งแต่ปี1950 มา มี Recession เกิดขึ้นทั้งหมด ครั้ง โดยเฉลี่ยก่อนมี Recession จะมี Inverted Yield Curve เกิดขึ้นและหลังจากนั้นเฉลี่ยประมาณ 13 เดือน จะเกิด Recession ตามมา

 

 

“แต่ก็ไม่เสมอไป ในปี1966 ก็มีสัญญาณ Inverted Yield Curve เกิดขึ้น แต่ก็ไม่มี Recession เกิดขึ้นแต่ประการใด  และตั้งแต่ปี1975 เป็นต้นมาก็จะมีทั้งที่เกิด Recession โดยมีสัญญาณ Inverted Yield Curve เกิดขึ้นก่อน และมี Recession ที่ไม่มีสัญญาณ Inverted Yield Curve เกิดขึ้นแต่ประการใด แต่ก็มี วิกฤติ เกิดขึ้น เช่นเดียวกันข้อมูลเหล่านี้ยังเกิดขึ้นในลักษณะเดียวกันกับใน ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และ เยอรมัน ด้วย”

 

 

 

‘Bond Yield’ ติดลบ...สะท้อนนักลงทุน กลัวความเสี่ยง

 


        

อีกปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนี้ คือ พันธบัตรรัฐบาล ของหลายประเทศให้ผลตอบแทน ติดลบ หมายความว่าถ้านักลงทุนถือจนครบกำหนดอายุ นอกจากจะไม่ได้รับผลตอบแทนแล้วในส่วนของเงินต้นก็จะได้รับคืนไม่เต็มจำนวนด้วย แล้วใครจะไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลที่มีผลตอบแทนติดลบกัน?

 

 

“สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA)” ระบุว่า Bond Yield ติดลบเกิดจากธนาคารกลางลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงจนเป็น ศูนย์ หรือ ‘ติดลบ’ เพื่อต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศโดยลดแรงจูงใจไม่ให้ออมเงินแต่ให้นำเงินไปลงทุนจับจ่ายใช้สอยให้เศรษฐกิจมีการขยายตัว แต่สถานการณ์อาจไม่ได้เอื้อให้เกิดการลงทุนและจับจ่ายใช้สอยเท่าใดนัก จึงเกิด Bond Yield ติดลบขึ้น

 



 

ปัจจุบันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลรุ่นอายุ 10 ปี ของกว่า 13 ประเทศที่ ติดลบ มากที่สุดคือประเทศสวิตเซอร์แลนด์ถึง -1.01% รองลงมาคือเยอรมัน -0.65% ตราสารหนี้ที่มีผลตอบแทนติดลบทั่วโลกมีมูลค่าสูงถึง 15 ล้านล้านดอลลาร์ (ข้อมูลจาก Bloomberg วันที่ 5 ส.ค. 19)

 

 

“แม้พันธบัตรรัฐบาลจะมีอัตราผลตอบแทนติดลบก็ยังมีนักลงทุนซื้อพันธบัตรรัฐบาลอยู่ด้วยหลายเหตุผล เช่น บางกองทุนตราสารหนี้มีนโยบายการลงทุนแบบ Passive ดังนั้นจึงต้องลงทุนให้ได้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับ Government bond index ให้มากที่สุด ทำให้ยังต้องซื้อพันธบัตรรัฐบาลแม้ Bond Yield จะ ติดลบ นักลงทุนบางส่วนคิดว่า Bond Yield ยังติดลบได้อีกจึงเข้าซื้อเพื่อหวังจะได้ ‘Capital gain’ หรือ นักลงทุนคาดว่า เศรษฐกิจในอนาคตจะหดตัว จึงต้องการลงทุนในสินทรัพย์ที่มี ความเสี่ยงต่ำ และมี สภาพคล่องสูง อย่างพันธบัตรรัฐบาล”

 

 

‘2-10 Spread’ ของสหรัฐ...ติดลบทำตลาด กังวล รอบใหม่

 

 

เมื่อมีคนได้ประโยชน์ก็ย่อมต้องมีคนเสียประโยชน์จาก Bond Yield ติดลบ โดยเฉพาะลุ่ม กองทุนเพื่อการเกษียน และกลุ่ม ประกัน หากเข้าซื้อในช่วงนี้ก็จะทำให้ได้รับผลตอบแทน ติดลบ และมีความเสี่ยงที่จะขาดทุนจาก ‘Capital loss’ ได้หาก Bond Yield ปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต

 

 

ส่วน Bond Yield ไทย และ สหรัฐ แม้ว่าจะยัง ไม่ติดลบ แต่ก็ปรับตัวต่ำลงมามากภายหลังจากที่มีการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง นับตั้งแต่วันที่ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายจนถึงวันที่ 14 ส.ค. 19 Bond Yield 10 ปีของสหรัฐ ลดลง 43 bps มาอยู่ที่ 1.59% และ Bond yield 10 ปีของไทยลดลง 19 bps มาอยู่ที่ 1.52% ยังห่างไกลจาก Bond yield ติดลบมากอยู่แต่เป็นระดับที่ต่ำที่สุดในรอบกว่า 20 ปีที่ผ่านมา

 


“แม้จะยังไม่ติดลบแต่ตลาดก็มีความกังวลอีกอย่างในเรื่องของ ‘Inverted Yield Curve’ ที่ส่วนต่างระหว่างรุ่น 10 ปีและ 2 ปี (2-10 spread) มีค่า ติดลบ โดย 2-10 spread ของสหรัฐในระหว่างวันที่ 14 ส.ค. มีค่าติดลบแต่ปิดตลาดที่ 1 bps ส่วนของไทยค่า 2-10 spread ก็ลดต่ำลงมากมีค่าอยู่ที่ 10 bps ซึ่งค่าต่ำสุดจะอยู่ที่ 1 bps ในช่วงเดือนส.ค. 2011 และค่าเฉลี่ยในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาที่ 138 bps”

 

 

“ทั้งนี้สิ่งที่ตลาดกังวลเกี่ยวกับ Inverted Yield Curve ก็คือความเสี่ยงที่อาจจะเกิด Recession ในอนาคตและโดยเฉพาะในช่วงนี้มีเรื่องความขัดแย้งระหว่างประเทศหลายกรณีจึงอาจส่งผลกระทบเชิงจิตวิทยาทำให้เกิดความกังวลมากยิ่งขึ้น”

 

 

Inverted Yield Curve”...ต้องมี นัยสำคัญ และ ต่อเนื่องนานพอ

 

 

อย่างไรก็ตาม ทางสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ระบุไว้ว่า ‘2-10 spread’ ที่ติดลบจะมีนัยยะบ่งชี้ถึงภาวะ เศรษฐกิจถดถอย (Recession)’ ในอนาคตก็ต้องมีองค์ประกอบอื่นร่วมด้วย เช่น ระดับอัตราเงินเฟ้อ อัตราการว่างงาน หรือระดับหนี้ที่สูงเกินไป และ ‘Inverted Yield Curve’ ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ก็ถือเป็นระลอกแรกๆ นับตั้งแต่เกิดวิกฤตซับไพร์มปี2008 ที่มีการทำ Quantitative Easing เป็นครั้งแรกของโลกส่งผลให้ระดับ สภาพคล่อง เปลี่ยนไป

 

 

“ดังนั้นความน่าเชื่อถือของ ‘Inverted Yield Curve’ ในการเป็นสัญญาณเตือนถึง Recession อาจมีนัยยะที่ไม่เหมือนเดิม”

 

 

เช่นเดียวกับ ณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.ไทยพาณิชย์ จำกัด ที่มองว่า Inverted Yield Curve ที่เกิดขึ้นในสหรัฐนั้น ไม่ได้หมายความว่าจะต้องตามมาด้วย Recession เสมอไป การเกิดขึ้นนี้ต้องดูว่ามี นัยสำคัญ หรือไม่ และมี ระยะเวลา นานเพียงพอหรือไม่ ถ้า Inverted Yield Curve เกิดขึ้นระดับ 0.50% ขึ้นไป ต่อเนื่องกัน 1 – 3 เดือน ในลักษณะนั้นจึงจะเรียกได้ว่ามี ‘นัยสำคัญ’ และอาจเป็นสัญญาณที่ไม่ดีได้

 

 

“ไม่ใช่ Inverted แค่ 1 bps เกิดขึ้นวันเดียวแบบนี้ ถามว่าแบบนี้มี นัยสำคัญ มั้ย? ตอนนี้ดีมานด์การลงทุนในตราสารหนี้เป็นปัจจัยหลักที่กดดันผลตอบแทนพันธบัตรให้ลดลง ส่วนตัวยังมองว่าจะไม่มีเศรษฐกิจถดถอยเกิดขึ้นในตอนนี้จนถึงปี 2020

 

 

ความเห็นดังกล่าวไม่ต่างกับ “วิทัย รัตนากร” เลขาธิการคณะกรรมการ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ที่มองว่า ด้วยบริบทที่เปลี่ยนไป สภาพคล่อง ในโลกที่ยังมีอยู่มาก อาจไม่จำเป็นว่าเกิด Inverted Yield Curve แล้วจะต้องเกิด Recession ตามมาเหมือนในอดีต ซึ่งในอดีตก็ไม่ได้เกิดขึ้นทุกครั้งด้วยเช่นกัน แต่เราก็ต้องระมัดระวังมากขึ้นและคงต้องดูว่าสัญญาณนี้จะต่อเนื่องหรือไม่

 

 

ท้ายที่สุดแล้ว นักลงทุนก็ยังควรติดตามสถานการณ์กันต่อไป แต่คาดว่า ‘Inverted Yield Curve’ จะยังคงเป็นประเด็นให้ได้ยินวนเวียนกันไปอีกสักระยะเลยทีเดียว