“เงินฝาก”...นับถอยหลังสู่ปลายทาง ‘วงเงินคุ้มครอง’ ไม่เกิน 1 ล้านบาท

คุณทราบหรือไม่ว่า…เมื่อ 11 ส.ค. 19 ที่ผ่านมา วงเงินคุ้มครองเงินฝากได้ปรับลดลงจากไม่เกิน 10 ล้านบาท เหลือไม่เกิน 5 ล้านบาทเรียบร้อยแล้ว และอีกไม่ถึงปีหลังจาก 11 ส.ค. 20 เป็นต้นไป ก็จะปรับลดลงเหลือไม่เกิน 1 ล้านบาท ซึ่งเป็นเป้าหมายปลายทางสุดท้ายของการคุ้มครองเงินฝาก

 

 

สำหรับ “ผู้ฝากเงิน” ส่วนใหญ่แล้ว แม้ไม่ได้ติดตามข่าวนี้ก็คงไม่กระทบอะไร เพราะ 98.46% ของบัญชีเงินฝากทั้งระบบ มีเงินฝาก ต่ำกว่า 1 ล้านบาท อยู่แล้ว ส่วนคนที่มีเงินฝาก มากกว่า 1 ล้านบาท นั้น มีอยู่ 1.54% ของบัญชีเงินฝากทั้งระบบ ก็คงขยับขยายกระจายความเสี่ยงของตัวเองกันไปเป็นส่วนใหญ่แล้วเช่นกัน

 

           

วันนี้ทีมงาน Wealthythai” มีเรื่องราวที่น่าสนใจมาฝากกันเช่นเคย

 

 

ถ้า “แบงก์ล้ม”...จะได้รับเงินฝาก ไม่เกินจำนวนที่คุ้มครอง

 


สำหรับ “ผู้ฝากเงิน” คุณต้องเปลี่ยนมุมมองต่อการฝากเงินในบริบทใหม่ให้รับกับ ระบบคุ้มครองเงินฝาก นี้ก่อนเลย เพราะการฝากเงินก็มี ความเสี่ยง เช่นกัน

 

ลืมเรื่อง วิกฤติต้มยำกุ้ง ปี1997 ที่มีการปิดสถาบันการเงินไป 58 แห่ง และสุดท้ายรัฐต้องให้ กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (Financial Institutions Development Fund :FIDF) รับประกันเงินฝากเต็มจำนวน จนเป็นภาระมาจนถึงปัจจุบันกันเลยทีเดียว ซึ่งก็ไม่ใช่เงินใครที่ไหนเป็น เงินภาษี ของคนไทยนี่แหละ แต่ภาพนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต หากมีสถาบันการเงิน เจ๊งลง!!!

 

 

นี่แหละคือ สิ่งที่เปลี่ยนไปกับการฝากเงินของไทย เพราะไทยได้เปลี่ยนมาใช้ ระบบคุ้มครองเงินฝาก ตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา โดยมีการตรา .ร.บ.สถาบัน คุ้มครองเงินฝาก มีผลบังคับใช้ในเดือนส.ค. 2008 และมีการจัดตั้ง “สถาบันคุ้มครองเงินฝาก (DPA)ขึ้น ซึ่งนับเป็นการเริ่มต้นของการคุ้มครองเงินฝากแบบชัดเจน

 

 

“ภายใต้ระบบคุ้มครองเงินฝากนี้ จะมีการเรียกเก็บเงินจากสถาบันการเงินมาเก็บสะสมไว้ในกองทุนคุ้มครองเงินฝาก เพื่อใช้จ่ายคืนเงินผู้ฝาก หากมีเหตุสถาบันการเงินล้ม ก็ไม่ต้องนำเงินภาษีมาใช้ในการจ่ายคืนผู้ฝากเงินอีกต่อไป”

 

โดยเงินฝากที่ได้รับความคุ้มครองจะเป็นเงินฝากปกติที่ไม่ซับซ้อน เช่น เงินฝากออมทรัพย์ เงินฝากประจำ แต่ผลิตภัณฑ์ที่ ไม่ได้รับความคุ้มครอง ก็มี ได้แก่

 

  • เงินฝากสกุลเงินตราต่างประเทศ
  • เงินฝากที่มีอนุพันธ์แฝง
  • เงินฝากระหว่างสถาบันการเงิน
  • เงินฝากในบัญชีเงินบาทของผู้มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ

 

 

“ผู้ฝากเงิน”...ส่วนใหญ่กว่า 98% ไม่ได้รับผลกระทบ

 

 

อ่านมาถึงตรงนี้ “ผู้มีเงินฝาก” ก็อย่าเพิ่งตกใจ เพราะปัจจุบัน (ณ มิ.ย. 19) มีบัญชีเงินฝากในระบบ 100.85 ล้านบัญชี มีเม็ดเงินฝากรวมกันทั้งสิ้น 13.75 ล้านล้านบาท มีบัญชีเงินฝากที่ ต่ำกว่า 1 ล้านบาท อยู่ 99.30 ล้านบัญชี คิดเป็น 98.46% ของบัญชีเงินฝากทั้งระบบ แต่มีเม็ดเงินฝากรวมกันเพียง 2.99 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 21.72% ของเงินฝากทั้งระบบ คนกลุ่มนี้ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ จะไม่ได้รับผลกระทบแต่ประการใด

 

 

ในขณะที่บัญชีเงินฝากที่มีเงิน เกิน 1 ล้านบาท นั้น มีอยู่ 1.55 ล้านบัญชี คิดเป็น 1.53% ของบัญชีเงินฝากทั้งหมด แต่มีเม็ดเงินฝากรวมกันกว่า 10.76 ล้านล้านบาท คิดเป็น 78.28% ของเงินฝากทั้งระบบ

 

 

“ตามกฎหมายสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ในท้ายที่สุด (ตั้งแต่ 11 ส.ค. 20 เป็นต้นไป) กำหนดวงเงินคุ้มครองไว้ 1 ล้านบาท ซึ่งครอบคลุม ผู้ฝากเงินกว่า 98.46% ของระบบ หมายความว่าหากมีสถาบันการเงินล้มลงในอนาคต (สมมติเฉยๆ นะ) ผู้ฝากเงินในสถาบันการเงิน 98.46% จะได้คืนเงินฝากเต็มทั้งจำนวนที่ฝากไว้ อีก 1.54% จะได้เงินคืนตามจำนวนที่คุ้มครอง และส่วนที่เหลือรอรับจากการชำระบัญชีอีกครั้งว่าจะมีเงินเหลือมาคืนให้ได้เท่าไร ก็เท่านั้น”

 

 

แต่กว่าจะถึงเป้าหมายที่วางไว้ที่วงเงินคุ้มครอง 1 ล้านบาทนั้น ก็มีการทยอยลดลงเงินคุ้มครองลงมาเป็นระยะๆ ตั้งแต่ 11 ส.ค. 11 เป็นต้นมา จากเดิม 50 ล้านบาท 25 ล้านบาท และ 1 ล้านบาท ตามลำดับ ก็มีการขยายเวลาออกไป รวมถึงการปรับลดวงเงินคุ้มครองใหม่เพื่อให้ผู้ฝากเงินได้มีการปรับตัวนั่นเอง

 

 

“เชื่อว่ากลุ่มคนที่มีบัญชีเงินฝากเกินกว่า 1 ล้านบาทนั้น ก็ได้มีการขยับขยายบริหารจัดการพอร์ตเงินฝากของตัวเองกันเรียบร้อยเป็นส่วนใหญ่แล้ว เพื่อไม่ให้ได้รับผลกระทบหากเกิดกรณีที่สถาบันการเงินล้มลงเกิดขึ้น หนึ่งในวิธีที่มีการแนะนำไว้ตั้งแต่ยุคแรก คือ การกระจายเงินฝากไปยังสถาบันการเงินต่างๆ เป็นต้น”

 

 

“กองทุนตราสารหนี้”...อีกทางเลือกสำหรับ ผู้ฝากเงิน

 

 

เงินฝากภายใต้ระบบ การคุ้มครองเงินฝาก แบบกำหนดวงเงินคุ้มครองไว้ จะส่งเสริมให้ระบบสถาบันการเงินมีเสถียรภาพ คือ ผู้ฝาก ระมัดระวังในการเลือกเฟ้นสถาบันการเงินที่มีความมั่นคง ไม่ใช่ดูที่ผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว และ สถาบันการเงิน ก็ต้องดำเนินงานอย่างโปร่งใส เป็นมืออาชีพเพื่อให้ผู้ฝากที่มีเงินฝากสูงเกินกว่าจำนวน เงินคุ้มครองยังคงใช้บริการทางการเงินกับแบงก์ตัวเองนั่นเอง

 


“การฝากเงิน...จริงๆ แล้วก็มี ความเสี่ยง เช่นกัน ทั้งจาก ดอกเบี้ย ที่โตไม่ทัน เงินเฟ้อ ทำให้อำนาจซื้อของเงินลดลงในระยะยาว และภายใต้ระบบคุ้มครองเงินฝากนี้ ก็มีความเสี่ยงที่เพิ่มเข้ามาให้พิจารณาเพิ่มเติม (สำหรับคนที่มีเงินฝากเกินกว่า 1 ล้านบาท) ก็คือ ความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับเงินฝากคืนเต็มจำนวน ในกรณีที่แบงก์เกิดเจ๊งลงไปนั่นเอง ก็ต้องวางแผนบริหารจัดการเงินฝากของตัวเองเอาไว้ให้เหมาะสมด้วยเช่นกัน”

           

 

สำหรับคนที่มีเงินฝากระดับ 100 ล้านบาท ได้ดอกเบี้ยเงินฝากประจำปีละ 1% ก็ตกปีละ 1 ล้านบาท อาจไม่ซีเรียสกับเรื่องผลตอบแทนมากนัก แต่ถ้ากลุ่มคนที่มีบัญชีเงินฝาก ต่ำกว่า 1 ล้านบาท ลงมา ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่นั้น ตลอดจนกลุ่มคนที่ยังมองหาผลตอบแทนที่ดีกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก โดยเฉพาะเมื่อการฝากเงินก็ใช่ว่าจะไม่เสี่ยงแต่ประการใด

 

 

กลุ่ม “กองทุนตราสารหนี้” ยังเป็นอีกทางเลือกและน่าจะเป็นก้าวแรกที่ “ผู้ฝากเงิน” จะขยับมาเรียนรู้ในเรื่องของการลงทุน ด้วย ความเสี่ยง ที่ไม่ได้สูงกว่าเงินฝากมากนัก และในกองทุนตราสารหนี้บางประเภท เช่น กองทุนตราสารตลาดเงินที่ลงทุนเฉพาะใน ตราสารหนี้ภาครัฐ ในแง่ของ ความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Risk)’ จริงๆ แล้วต้องถือว่าต่ำกว่าเงินฝากแบงก์ด้วยซ้ำ เพราะในประเทศ เครดิตรัฐบาลสูงสุด ดีสุดแล้ว แถมยังให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าเงินฝากด้วย ทางเลือกแบบนี้ก็มีอยู่จริง เพียงแต่ที่ผ่านมา คุณอาจจะไม่เคยรู้ หรือไม่เคยได้สนใจที่จะมองอย่างจริงๆ จังๆ เท่านั้นเอง

 

           
“หากดูผลตอบแทนในภาพรวมของกลุ่มกองทุนตราสารหนี้ (ณ 30 มิ.ย. 19) ย้อนหลัง 1 ปี ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 1.33 – 6.54% ขึ้นกับประเภทของกองทุนตราสารหนี้เป็นสำคัญ ในขณะที่ดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์เฉลี่ย 0.5% เท่านั้น”

           

 

“เงินฝาก” กำลังเดินเข้าสู่จุดหมายปลายทางของ การคุ้มครองเงินฝาก ที่วงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาท ในอีกไม่ถึงหนึ่งปีข้างหน้านี้แล้ว การกระจายเงินฝากอาจช่วยในเรื่องการกระจายความเสี่ยง แต่ถ้าจะเพิ่มผลตอบแทนให้กับ พอร์ตเงินฝาก ของคุณ กองทุนตราสารหนี้ น่าจะช่วยตอบโจทย์คุณได้อยู่บ้างไม่มากก็น้อย