“โฮมโปร” หุ้นซุปตาร์ SET50

ภาวะเศรษฐกิจไทยที่มีลักษณะ “ผีเข้าผีออก” จะว่าชะลอตัวจนเศรษฐกิจมีปัญหาเลย ก็ไม่ใช่ จะว่าเติบโตดีจนกำลังซื้อผู้บริโภคฟื้นทุกระดับ ก็ไม่ใช่อีก และด้วยสถานการณ์ต่างประเทศ ทั้งในประเด็นสงครามการค้า ค่าเงินหยวน การคว่ำบาตรอิหร่าน ตลอดจนสถานการณ์การเมืองจีน-ฮ่องกง ทางออกที่ดีที่สุดตามที่มีนักวิชาการเศรษฐศาสตร์เคยกล่าวไว้คือ ในช่วง 5 เดือนที่เหลือของปีนี้ สิ่งที่เหมาะที่สุดในการไดรฟ์เศรษฐกิจในระยะสั้นคือ การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

 

ตามที่ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์”  รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ รายงานว่า ปัจจุบันรัฐบาลอยู่ระหว่างจัดทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในมาตรการเร่งด่วน ทั้งในเรื่องการเพิ่มค่าครองชีพ การประกันรายได้ภาคเกษตร บัตรสวัสดิการ โดยในไทม์ไลน์คาดว่าจะแล้วเสร็จและนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ในช่วงวันที่ 19-20 สิงหาคมนี้ โดยอานิสงส์ดังกล่าว บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ประเมินว่าจะส่งผลดีกับหุ้นกลุ่มค้าปลีก กลุ่มที่เกี่ยวกับเมกะโปรเจคต์และโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษ (อีอีซี)

 

ในวันนี้เราจึงอยากยกหุ้นเด่น (เกือบจะตลอดกาล) ในกลุ่มหุ้นในประเทศ หรือ Domestic Play มาเล่าสู่กันฟัง นั่นก็คือหุ้น HMPRO หรือบริษัท บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ผู้นำธุรกิจค้าปลีกสินค้าเกี่ยวกับบ้านและที่อยู่อาศัย

 


เมื่อเอ่ยชื่อ HMPRO เรารู้จักกันอยู่แล้ว เพราะถึงแม้ว่าไม่ได้เป็นผู้ถือหุ้นโฮมโปร แต่เราต้องเคยไปเดินโฮมโปรกันแน่นอน ใช่ไหมล่ะ?

 

โครงสร้างธุรกิจ

 

 

  • ธุรกิจค้าปลีก -  สินค้าที่เกี่ยวกับวัสดุก่อสร้าง สี  อุปกรณ์ซ่อมแซม-ตกแต่งบ้าน ห้องน้ำและสุขภัณฑ์ เครื่องครัว เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน รวมถึงบริการโฮมเซอร์วิส

  • ธุรกิจบริการพื้นที่เช่า – มาร์เก็ตวิลเลจ (ราชพฤกษ์,สุวรรณภูมิ,หัวหิน และภูเก็ต)


รูปจากรายงานประจำปีของบริษัท 


 

ซึ่งจะดำเนินการผ่าน 4 บริษัท ประกอบด้วย  บริษัท มาร์เก็ต วิลเลจ จำกัด (บริการพื้นที่เช่า) บริษัท เมกา โฮม เซ็นเตอร์ จำกัด (รองรับตลาดสินค้าวัสดุก่อสร้าง เจาะกลุ่มช่าง-ผู้รับเหมา)  Home Product Center (Malaysia) SDN. BHD. (ขยายสาขาต่างประเทศ) และบริษัท ดีซี เซอร์วิส เซ็นเตอร์ จำากัด (บริหารจัดการคลังสินค้า และให้บริการขนส่งสินค้า)
 


โดยผลประกอบการจากการดำเนินธุรกิจ HMPRO ยังมีรายได้หลักจากกลุ่ม Hard Line หรือสินค้าที่เกี่ยวกับวัสดุก่อสร้าง สี  อุปกรณ์ซ่อมแซม ห้องน้ำและสุขภัณฑ์ เครื่องครัว และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านเป็นหลัก ซึ่งในปี 2561 ที่ผ่านมา มีรายได้จากกลุ่มนี้ 43,012.9 ล้านบาท หรือ 65% ขณะที่รายได้จากกลุ่ม Soft line พวกของตกแต่งบ้านและเฟอร์นิเจอร์ มีรายได้ 10,107.8 ล้านบาท หรือคิดเป็น 15.3% และมีรายได้จากกลุ่มอื่นๆ 4,468.9 ล้านบาท รวมรายได้ทั้งหมด 66,049.9 ล้านบาท  

 

 
และที่เพิ่งประกาศงบไตรมาส 2/62 ไปหมาดๆ บริษัทมีรายได้รวม 17,565.41 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.69% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว (YoY) และมีกำไรสุทธิ 1,526.63 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.31% YoY ขณะที่ผลประกอบการครึ่งปีแรก 2562 มีรายได้รวม 34,118.42 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.42% YoY กำไรสุทธิ 2,946.47 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15.05% YoY

 

 

สำหรับอนาคตของธุรกิจ Homepro



 
บริษัทวาง Target  ว่าจะเป็น Home Solution and Living Experience ในไทยและอาเซียน โดยจับเอาอินโนเวชั่นมาสร้างจุดแข็งเพิ่มขึ้น จากเดิมที่มีรายได้จากของใช้ภายในบ้านและวัสดุก่อสร้างแข็งแกร่งอยู่แล้ว


 
โซลูชั่นใครๆ ก็ทำ เพราะต้องปรับตามเทรนด์ผู้บริโภค ดังนั้นยุคนี้ต้องต่างจริงๆ โฮมโปรเลยมีบริการ เลดี้เซอร์วิส (Lady Service) ช่างที่เป็นผู้หญิง จับช่องว่างผู้บริโภคที่กังวลเรื่องนี้  ความปลอดภัยในการให้บริการจึงเป็นสิ่งสำาคัญ
 

 

นอกจากนี้มี Home Service Pre-Paid card ซึ่งเปรียบเป็นบริการช่างประจำาบ้าน บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง ในรูปแบบบัตรเติมเงิน สำหรับใช้บริการโฮมเซอร์วิส ครอบคลุมการบริการต่างๆ เช่น ทำความสะอาด บริการตรวจเช็ค-ซ่อมแซมบ้าน บริการติดตั้งเครื่องใช้ไฟฟ้า และบริการอื่นๆ รวมถึงกลุ่มรักษาความปลอดภัย กลุ่มงานตกแต่ง รางม่าน วอลเปเปอร์ เป็นต้น
 


ส่วนการขยายสาขา Homepro ตั้งเป้าที่จะขยายสาขาให้ครบ 150 สาขา ในปี 2568 โดยรูปแบบธุรกิจที่จะขยายนั้น จะพิจารณาตามภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภคเป็นหลัก จากปัจจุบันมีสาขาโฮมโปร 83 สาขา โฮมโปรเอส 8 สาขาและเมกา โฮม 12 สาขา ส่วนสาขาในต่างประเทศ ปัจจุบันมีโฮมโปรในมาเลเซีย 6 สาขา

 

ในแง่ของผู้ถือหุ้นเอง ก็เป็นเจ้าใหญ่ในตลาด ชนกับ “เซ็นทรัลกรุ๊ป” ซึ่งเป็นเจ้าของไทวัสดุ โฮมเวิร์ค บ้านแอนด์บียอนด์ หรือเจ้าอื่นๆ อย่างโกลบอลเฮ้าส์และดูโฮม ที่เพิ่งเข้าเทรดในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้สบายๆ โดยโฮมโปร ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 24 ปีที่แล้ว โดยบริษัท แลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำากัด (มหาชน) และบริษัท ควอลิตี้เฮ้าส์ จำากัด (มหาชน)  เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่

 

 

ผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นใครบ้าง? 

 

ผู้ถือหุ้นใหญ่ 5 อันดับแรก มีดังนี้

 

  • แลนด์ฯ หรือ LH        ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1  สัดส่วน 30.23%
  • ควอลิตี้เฮ้าส์             ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2  สัดส่วน 19.87%
  • ไทยเอ็นวีดีอาร์          ถือหุ้นใหญ่อันดับ 3  สัดส่วน 6.13%
  • นิติ โอสถานุเคราะห์    ถือหุ้นใหญ่อันดับ 4  สัดส่วน 4.73%
  • สำนักงานประกันสังคม ถือหุ้นใหญ่อันดับ 5 สัดส่วน 3.11%

 

 

นักวิเคราะห์ประเมิน HMPRO โตได้ต่อ

 

 

บล.เอเชีย เวลท์ ประเมินว่า ผลประกอบการไตรมาส 2 และช่วงครึ่งปีแรกเติบโตดี จากการเติบโตของยอดขายสาขาเดิมและสาขาใหม่ของธุรกิจโฮมโปรและเมกา โฮม ขณะเดียวกันมีรายได้ค่าเช่าและบริการทั้งจากมาร์เก็ต วิลเลจและโฮม เซอร์วิส เพิ่มขึ้น อยู่ที่ 1,286 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.7% บวกกับปีนี้เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภททำความเย็นขายดีกว่าช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จึงปรับคำแนะนำการลงทุนจากถือเป็นซื้อ ปรับประมาณการ EPS ในปี 2562 และ 2563 เพิ่มขึ้นเป็น 0.50 และ 0.55 บาทตามลำดับ

 

ขณะที่บล.หยวนต้า มองว่า ยอดขายจากสาขาเดิม (SSSG) ในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา เติบโตสูงสุดในรอบ 4 ปี ปัจจัยหนุนหลักจากยอดขายเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เกิดจากฤดูร้อน โดยมีค่าเฉลี่ย SSSG ครึ่งปีแรกอยู่ที่ 4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว อย่างไรก็ดีในช่วงครึ่งปีหลัง เราคาด SSSG จะเข้าสู่ภาวะปกติ หรือโตประมาณ 2-3%

 

ทั้งนี้จะต้องติดตามประเด็นเศรษฐกิจ จากแรงซื้อที่หดตัวตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ขณะเดียวกันมีปัจจัยหนุนจากมาตรการภาครัฐ ซึ่ง HMPRO คงคาด SSSG ของทั้งปีอย่างระมัดระวังไว้ สำหรับแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3/2562 ประเมินว่าจะเห็นการเติบโตของกำไรปกติ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนส่วนหนึ่งจาก SSSG ที่ทำได้ดีกว่า เนื่องจากไตรมาส 3/2561 มีผลกระทบจากฤดูฝนที่ยาวนานทำให้มี SSSG ติดลบ 0.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

ส่วนการขยายสาขาใหม่ ช่วงครึ่งปีหลัง 2562 จะขยายสาขาต่อเนื่อง เตรียมขยายสาขาเมกา โฮม อีก 2 แห่ง รวม ณ สิ้นปี 2562 ประเมินว่า HMPRO จะมีสาขาโฮมโปร 84 แห่ง โฮมโปรเอส  9 แห่ง เมกา โฮม 14 แห่ง และโฮมโปร มาเลเซีย 6 แห่ง  

 

บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ รายงานว่าเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โฮมโปรเปิดคลังสินค้าหุ่นยนต์ (Automated Storage) เชื่อมกับคลังสินค้าเดิม ซึ่งคลังสินค้าใหม่จะลดจำนวนคนได้ถึง 30% ช่วยเพิ่มที่จัดเก็บสินค้าจากเดิมได้อีก 45% รองรับการขยายตัวในอนาคต และช่วยเพิ่มพื้นที่จัดเก็บสินค้า Private Brand ให้กับผู้ผลิตรายย่อยได้ ซึ่งคลังดังกล่าวมีงบลงทุนราว 2,000 ล้านบาท และจะเพิ่มค่าเสื่อมราคาราว 50 ล้านบาทต่อไตรมาส แต่เชื่อว่าการเพิ่มสัดส่วนยอดขายสินค้า Private Brand ในช่วงครึ่งปีหลังได้มาก จะช่วยเพิ่มมาร์จิ้นในปีนี้ราว 0.40-0.50% จึงคาดว่ากำไรสุทธิปีนี้ จะเติบโตได้ 16.4% ตามคาด

 

และปิดท้ายด้วยบล.คันทรี่ กรุ๊ป มองจุดแข็งของบริษัทคือ การทำโฮม เซอร์วิส และความสามารถในการปรับตัวตามภาวะอุตสาหกรรม และการนำสินค้า Private brand เข้ามาขายมากขึ้น ปัจจุบันอยู่ที่ 19.5% ของยอดขายรวม ทำให้รายได้ยังคงเติบโตต่อเนื่อง

 

 

อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์ตั้งข้อสังเกตว่า การเพิ่มสินค้า Private brand ในระยะยาวนั้นต้องอาศัยความสำ เร็จในการทำตลาดในมาเลเซีย รวมถึงการขยายสาขา โดย BloomBerg Consensus คาดกำไรปี 2562-2563 เติบโต 12.98% และ 12.69% ตามลำดับ

 

 

 

ที่มา : รายงานประจำปีของบริษัท และ Settrade