ต่างชาติเทขายหุ้นไทย 3 พันล้านฉุดดัชนีร่วง 30 จุด จาก 3 ปัจจัยต่างประเทศที่ถาโถม

ความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยปิดการซื้อขายที่ 1,620.23 จุด ปรับตัวลดลง 30.41 จุด หรือ 1.84% มูลค่าการซื้อขายสูงถึง 64,186.02 ล้านบาท โดยมีหลากปัจจัยที่เข้ามากระทบทั้งภาวะสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น การชุมนุมประท้วงในประเทศฮ่องกง และการปรับตัวลดลงกว่า 38% ในวันเดียว  โดยวันนี้นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 3,395.21 ล้านบาท สถาบันในประเทศขายสุทธิ 838.83 ล้านบาท  บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ 84.21 ล้านบาท และนักลงทุนทั่วไปในประเทศซื้อสุทธิ 4,149.82 ล้านบาท


กิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย)   ประเมินการปรับตัวลดลงของตลาดหุ้นไทยในวันนี้ ว่า เกิดจากหลากปัจจัยในต่างประเทศที่กดดันตลาดหุ้นไทย ทั้งภาวะสงครามทางการค้าระหว่างจีน – สหรัฐ  ความไม่สงบในประเทศฮ่องกง และ การเลือกตั้งในประเทศอาร์เจนติน่าที่พลิกล็อคจากที่คาดไว้ ทำให้ตลาดหุ้นอาร์เจนติน่าปรับตัวลดลง 38 % กดดันให้ตลาดหุ้นทั่วโลกในวันนี้ได้รับผลกระทบไปด้วย


ส่วนตลาดหุ้นไทยปัจจัยภายในประเทศยังไม่มีปัจจัยบวกเข้ามาสนับสนุน ซึ่งที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ใน TOP 3 ของตลาดหุ้นเอเชียแปซิฟิกส์ ทำให้เกิดแรงขายออกมา แต่เชื่อว่าพอดัชนีพักฐานที่ระดับ 1,600 -1,620 จุด ถือว่าเป็นจุดน่าสนใจเข้าลงทุน ดังนั้นแนะนำให้เลือกลงทุนในกลุ่มธนาคารที่ลุ้นได้รับเงินปันผลระหว่างกาล แต่หลีกเลี่ยงในหุ้น PE สูง ระดับ 40 -50 เท่า ที่มีความเสี่ยงเผชิญแรงเทขาย



ประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้อำนวยการอาวุโส บลจ.เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด ให้มุมมองว่า ภาพรวมตลาดยังมีความกังวลจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ซึ่งอาจกลายเป็นสงครามค่าเงิน ทำให้นักลงทุนอยู่ในภาวะ Risk off ส่งผลให้เม็ดเงินไหลเข้าเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างพันธบัตร ทำให้ Bond yield 10 ปีสหรัฐ ผลตอบแทนทรุดตัวลงต่ำ สวนทางกับราคาทองคำที่ปรับตัวขึ้นสูง ส่วนตัวมองว่าไม่ใช่ภาวะปกติ อย่างไรก็ตามหากผลตอบแทนในสินทรัพย์ปลอดภัยอยู่ในระดับต่ำเงินจะไหลกลับมายังสินทรัพย์เสี่ยงซึ่งให้ผลตอบแทนสูงกว่า


ส่วนประเด็นที่จีนปล่อยให้หยวนอ่อนค่า มองว่า ธนาคารกลางต่างๆ อาจใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินเพื่อปรับลดระดับค่าเงินให้อ่อนตาม ซึ่งโดยรวมมองว่าเป็นบวกต่อ Emerging Market ทั้งนี้ ในภาวะ Risk off แนะนำให้นักลงทุน ถือ เพื่อรอจังหวะการลงทุนที่เหมาะสม โดยมองกรอบดัชนีวันพรุ่งนี้ (14 ส.ค. 2562) ที่ 1,640-1,650 จุด


ชาญชัย พันทาธนากิจ ผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ เอเชีย พลัส จำกัด
มองว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้ยังไม่มีปัจจัยบวกเข้ามาสนับสนุน ขณะเดียวกันยังโดนกดดันจากปัจจัยต่างประเทศ ความกังวลสงครามการค้า ซึ่งอาจพัฒนาไปสู่สงครามค่าเงิน หลังทางการจีนปล่อยให้ค่าเงินหยวนให้อ่อนค่าลงมาอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 7 หยวนต่อดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี หลังจากที่สหรัฐประกาศเก็บภาษีสินค้านำเข้าจีนเพิ่มเติม 3 แสนล้านดอลลาร์ โดยจะขึ้นภาษี 10% ในวันที่ 1 ก.ย. นี้ และการประท้วงในฮ่องกง ซึ่งมีผลต่อเม็ดเงินที่จะไหลเข้าภูมิภาคด้วย ส่วนปัจจัยในประเทศน่าจะเป็น sell on fact หลังบริษัทจดทะเบียนประกาศออกมาไม่ดีตามที่ตลาดคาดการณ์ โดยคาดว่าผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 2/62 น่าจะต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน และไตรมาส 1/62


สำหรับวันพรุ่งนี้ มองว่าตลาดหุ้นน่าจะซึมซับข่าวด้านลบไปพอสมควรแล้ว ทำให้ดัชนีปรับลงจำกัด รวมถึง P/E ปัจจุบันไม่ได้แพงมาก โดยให้แนวรับที่ระดับ 1,615 จุด และ 1600 จุด ส่วนแนวต้านที่ระดับ 1,630 จุด