กลยุทธ์ลงทุนรับทิศทางดอกเบี้ยขาลง

สิ่งที่นักลงทุนอาจพูดถึงในเดือนสิงหาคมและอาจจะต่อเนื่องในเดือนต่อๆไป  คือ ข้อพิพาททางการค้าของสหรัฐฯกับจีน ที่มีการตอบโต้กันจนเริ่มบานปลายไปสู่เรื่องการใช้ค่าเงินเพื่อโจมตีกัน ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการค้าของโลกเพิ่มมากขึ้นต่อเนื่อง และมีผลกระทบไปถึงการเติบโตของบริษัทจดทะเบียนอย่างแน่นอน ล่าสุดหลังจากธนาคารกลางสหรัฐฯ ลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ทำให้ธนาคารกลางประเทศอื่นเริ่มปรับลดดอกเบี้ยตาม ไม่ว่าจะเป็น  ธนาคารกลางนิวซีแลนด์ ปรับลดดอกเบี้ย 0.50% , ธนาคารกลางอินเดียลดดอกเบี้ย 0.35% และประเทศไทยเองล่าสุดธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ลงมาเหลือ 1.50%  ซึ่งเป็นการปรับลดตามทิศทางตลาดโลกเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และอีกประเด็นสำคัญที่ตลาดกำลังติดตามคือ เรื่องการดำเนินเรื่อง BREXIT ของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของอังกฤษ ซึ่งจะเป็นประเด็นที่อาจจะมีผลต่อความผันผวนของตลาดยุโรปได้ 


ผลจากความตึงเครียดของสงครามการค้าที่เพิ่มขึ้นนั้น ทำให้เศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียได้รับผลกระทบและเริ่มถูกปรับลดอัตราการเติบโตลง โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่นที่ได้รับผลกระทบตามการส่งออกของจีนที่ชะลอตัวลง รวมถึงการส่งออกของไทยที่หดตัวลงด้วยเช่นกัน ดังนั้นในเดือน ส.ค. ตลาดจึงจับตาว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐจะออกมาเป็นอย่างไรบ้าง    


ประเด็นการลดดอกเบี้ยของธปท. 0.25% นั้น เป็นที่ผิดความคาดหมายของตลาด ทำให้ทิศทางตลาดหุ้นและสินทรัพย์ต่างๆ ปรับตัวผันผวน ขณะเดียวกัน ถ้อยแถลงของ ธปท. ยังระบุว่า พร้อมปรับลดดอกเบี้ยลง หากเศรษฐกิจโลกกดดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตต่ำกว่าคาด ซึ่งทาง KTBST ประเมินว่าด้วยผลกระทบจากสงครามการค้าที่ทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว จึงมีโอกาสที่ ธปท. จะปรับลดประมาณการ การเติบโตของ จีดีพี ในปี 2019 และ ปี 2020 ลงเพื่อรับมือกับจากปัจจัยลบดังกล่าว 


สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในเดือน ส.ค. นี้ ด้วยภาพรวมของของสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกที่ยังมีความไม่แน่อนอน KTBST จึงแนะนำกลยุทธ์ลงทุนลงทุนแบบระมัดระวัง (Conservative)  โดยสินทรัพย์ประเภทหุ้นควรเน้นลงทุนตลาดที่น่าสนใจ โดยเฉพาะกลุ่มตลาดที่ราคาปรับตัวลงมาอยู่ในระดับที่มองว่าถูกและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะ 1-2 ปี ต่อจากนี้  เพื่อลดความเสี่ยงจากผลกระทบของเศรษฐกิจที่ชะลอการเติบโตลง


ขณะเดียวกัน  KTBST แนะนำลงทุนในสินทรัพย์ประเภทตราสารหนี้เป็นหลัก โดยเฉพาะตราสารหนี้ระยะกลางถึงระยะยาวในตลาดเอเชียที่จะได้รับประโยชน์จากค่าเงินที่แข็งค่าขึ้นและจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายทั่วโลกที่มีแนวโน้มปรับตัวลง ในขณะที่ตลาดหุ้นต่างประเทศนั้นแนะนำลงทุนในตลาดเกิดใหม่อย่างจีนและอินเดีย ด้วยมุมมองเชิงบวกที่คาดว่าสหรัฐฯกับจีนจะสามารถตกลงเรื่องการค้ากันได้ในที่สุด  ส่วนตลาดหุ้นไทย KTBST ลดน้ำหนัการลงทุนลง และจับตาการอนุมัตินโยบายทางด้านเศรษฐกิจต่างๆของรัฐบาลไทย 


อย่างไรก็ตามด้วยภาพรวมของ SET Index ที่ย่อตัวลงมา KTBST มองว่ามีหุ้น 4 กลุ่มที่น่าสนใจ ได้แก่ หุ้นที่ได้รับผลบวกโดยตรงจากการลดดอกเบี้ย คือ

1. กลุ่มการเงิน (SAWAD, MTC)
2. กลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้า (BGRIM, GULF)
3. กลุ่มที่มีกระแสเงินสดดีและจ่ายปันผลสูง  (ADVANC, VGI , KKP, TISCO, DIF)  
4. กลุ่มโรงพยาบาล (BDMS)
 


ถือเป็น 4 กลุ่มหุ้นที่มองว่าอาจสวนตลาดขึ้นมาและเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับนักลงทุน นอกจากนี้ KTBST แนะนำลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์เพื่อการกระจายการลงทุนและลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของปัจจัยในประเทศและต่างประเทศ เช่น เรื่อง Brexit และความเสี่ยงทางการเมืองในประเทศไทย

 

นักลงทุนสามารถติดตามข่าวสารและคำแนะนำการลงทุนจาก KTBST ได้ทาง http://www.ktbst.co.th กับทาง facebook/ktbst.th  และสามารถขอคำปรึกษาการลงทุนกับ KTBST ได้ที่ 02 648 1111 ครับ


ติดตามข่าวสารการลงทุนได้จาก ”มุมความรู้”  https://www.ktbst.co.th/th/knowledge.php