เกาะกระแส IMO เมื่อโลกต้องการพลังงานสะอาด หุ้นไหนจะได้ประโยชน์

กระแสความต้องการใช้พลังงานที่สะอาดเริ่มมีมากขึ้นทั่วโลก ทำให้หลายอุตสาหกรรมเริ่มมีการปฏิวัติด้วยการใช้พลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น อย่างการผลิตไฟฟ้าเริ่มหันมาใช้แผงโซลาร์เซลล์ เริ่มมีการใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น  ไม่เว้นแม้กระทั้งอุตสาหกรรมเดินเรือขนาดใหญ่ที่เริ่มมีการปรับเปลี่ยนธุรกิจเพื่อให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น


จนล่าสุด โลกของการเดินเรือได้มีการปรับเปลี่ยนกฏเกณฑ์ครั้งใหม่ ที่ถือว่าเป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมการขนส่ง เมื่อองค์การทางทะเลระหว่างประเทศ หรือ IMO  ซึ่งเป็นหน่วยงานของสหประชาติได้ออกเกณฑ์ด้านความสะอาดใหม่ ที่จะเปลี่ยนแปลงเชื้อเพลิงที่ใช้ในการเดินเรือไปตลอดกาล  มาตรฐานใหม่ IMO คืออะไร หุ้นไหนได้ประโยชน์   



IMO 2020 คืออะไร

IMO หรือ องค์กรทางทะเลระหว่างประเทศ ที่มีความรับผิดชอบประเด็นความสะอาดปลอดภัย และมีประสิทธิการขนส่งของโลก ได้มีการออกเกณฑ์ใหม่ที่กำหนดให้เรือขนส่งใช้เชื้อเพลิงที่มีค่ากำมะถันน้อยกว่า 0.5 % เทียบกับปัจจุบันที่ 3.5 % โดยเกณฑ์ใหม่จะเติ่มใช้ 1 ม.ค. 2563  


การใช้มาตรฐานน้ำมันชนิดใหม่เพื่อปรับลดปริมาณซัลเฟอร์ออกไซด์ที่เป็นพิษกับร่างกายมนุษย์ เพราะมีสถิติบ่งชี้ว่า เชื้อเพลิงในเรือคิดเป็นสัดส่วน 5 % ของการใช้น้ำมันทั้งหมดของโลก ซึ่งการเผาผลาญของเชื้อเพลิงประเภทนี้คิดเป็น 90% ของการปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ออกไซด์และไดออกไซด์ทั่วโลก  เทียบได้ว่า เรือขนส่งขนาดใหญ่ที่สุดของโลก 15 ลำ ก่อให้เกิดก๊าซซัลเฟอร์ออกไซด์ และ ไดออกไซด์มากกว่าการปล่อยจากรถยนต์ทุกคันรวมกันเสียอีก ซึ่งในการใช้เกณฑ์ใหม่หากมีเรือลำใดฝ่าฝืนจะถูดปรับและถูกยึดทรัพย์เป็นของกลางทันที!!



2 ทางเลือกไม่เปลี่ยนก็ผสม

ทางออกของกลุ่มเดินเรือที่จะหลีกหนีเกณฑ์นี้ มี 2หนทาง คือ

  1. ติดตั้งตัวดักจับกำมะถัน แทนที่จะหันไปใช้เชื้อเพลิงที่มีราคาแพงยิ่งขึ้น บริษัทเดินเรือเลือกที่จะปรับแต่งตัวดักจับกำมะถัน โดยจากการประเมินพบว่า น่าจะมีเรือเพียง 1 %ของทั้งโลกเท่านั้นที่ใช้วิธีการนี้ เพราะกรอบเวลาความคุ้มทุนในการปรับแต่งตัวดักจับกำมะถันสำหรับเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ใช้เวลา 1 – 2 ปี และมีต้นทุนการติดตั้งตัวจับกำมะถันในเรือลำใหม่อยู่ที่ 3 ล้านดอลลาร์
  2. เปลี่ยนไปใช้เชื้อเพลิงที่สะอาดมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนได้ดีกว่า

 

 

ผลกระทบ IMO 2563 ผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทย

ผลกระทบ IMO  2563 นั้นจะกระทบต่อกลุ่มขนส่งทางเรือ เพราะเจ้าของเรือขนส่งต้องเปลี่ยนไปใช้เชื้อเพลิงที่สะอาดมากขึ้น หรือ เลือกติดตั้งตัวดักจับกำมะถัน ทั้งนี้ ต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น หรือ ต้นทุนการลงทุนส่วนเพิ่มในตัวดักจับกำมะถัน จะส่งผลต่อภาวะกลุ่มลูกค้าผ่านการปรับค่าระวางเรือใหม่  ทั้งนี้กลุ่มโรงกลั่น น่าจะได้รับประโยชน์มากที่สุด เนื่องจากการที่ผู้ประกอบการด้านเรือขนส่งเปลี่ยนการใช้เชื้อเพลิงทำให้ส่วนต่างราคาเพิ่มขึ้น

 

 

หุ้นไทยที่ได้รับประโยชน์จาก IMO

  1. TOP หุ้นเด่นกลุ่มโรงกลั่น  จะได้รับประโยชน์มากที่สุด  จากค่าการกลั่นที่สูงขึ้นในปี 2563  โดย TOP จะได้ประโยชน์จากความสามารถในการผลิตสัดส่วนชนิดกลางสูงที่สุด  รองลงมาคือ SPRC ที่มีสถานะเป็นโรงกลั่นเฉพาะทาง ส่วน PTTGC  IRPC และ BCP ได้รับประโยชน์น้อยมาก เพราะมีสัดส่วนโรงกลั่นเพียง 10 % 20 % และ 50 % ของกำไรสุทธิของบริษัทตามลำดับเท่านั้น
  2. PRM ได้ประโยชน์มากที่สุด ในกลุ่ม FSU ด้วยกฎข้อบังคับ 2563 จะกระตุ้นอุปสงค์ต่อเรือ FSU สำหรับการเก็บน้ำมันและผสมเพื่อผลิต VLSFO โดย PRM คือ บริษัทจดทะเบียนไทยเพียงรายเดียวที่มีหน่วยธุรกิจดังกล่าว โดยในปี 2562 PRM ได้ขยายกองเรือ FSU เป็น 7 ลำ จากในช่วงไตรมาสที่ 2 มีเรือ 5 ลำ ด้วยอัตราการดำเนินงานที่ 100 %  เราเห็นถึง Upside ในการขยายกองเรือ FSU ของ PRM เนื่องจากกฏข้อบังคับของ IMO จะทำให้อุปสงค์ต่อเรือ FSU ปรับสูงขึ้น
  3. BGC ได้ประโยชน์มากที่สุดจากการปรับลดลงของราคา HSFO  ราคาก๊าซในประเทศนั้นคำนวณจากราคา HSFO ทำให้ภาพรวมของราคา HSFO ที่ลดลงในปี 2563 สะท้อนให้เห็นผลกระทบเชิงบวกสุทธิต่อกลุ่มขวดแก้ว เพราะกลุ่มก๊าซธรรมชาติที่คิดเป็น 30 % ต่อค่าใช้จ่ายในการขาย โดย BGC จะได้ประโยชน์มากทีสุดจากพัฒนาการดังกล่าว เพราะเป็นผู้ผลิตขวดแก้วโดยเฉพาะ และ มีส่วนแบ่งตลาดที่สูงที่สุดในแง่ของกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์ชนิดแก้ว