“Infra Fund”...อีกทางเลือกที่ให้ผลตอบแทนดีกว่า ‘ตราสารหนี้’

ช่วงนี้มีข่าวการผิดนัดชำระหนี้ ‘หุ้นกู้’ ของ “PPPM” กลับมาเขย่าขวัญตลาดตราสารหนี้อีกครั้ง

           

หลังจากเคยเกิดขึ้นไปแล้วกับ IFEC” และ EARTH” ในปี16-17 จนทำให้ตลาด หุ้นกู้ระยะสั้น ในกลุ่ม High Yield มีสัดส่วนลดลงจาก 27% ในปี15 เหลือ 12% ณ สิ้นไตรมาสที่2/19

 

แต่นี่เป็นเพียง ความเสี่ยงเฉพาะบริษัท เท่านั้น ไม่ได้ส่งผลเป็นลูกโซ่ที่จะกระทบต่อตลาดหุ้นกู้ในภาพรวมแต่ประการใด

           

เช่นเดียวกับการลงทุนใน หุ้น ฝั่ง หุ้นกู้ เองก็มีทั้งที่ เสี่ยงมาก และ เสี่ยงน้อย ให้เลือกลงทุนด้วยเช่นกัน และยังถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจในยุค ดอกเบี้ยต่ำ เช่นนี้ วันนี้ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีเรื่องราวที่น่าสนใจมาฝากกันเช่นเคย

 

กรณี ‘หุ้นกู้-PPPM’…ไม่กระทบ ‘ตลาดตราสารหนี้’ ในภาพรวม

 

ต่อกรณี หุ้นกู้ ของ “บมจ.พีพี ไพร์ม (PPPM)” ผิดนัดชำระหนี้นั้น จะส่งผลกระทบต่อตลาดตราสารหนี้หรือไม่นั้น

 

อริยา ติรณะประกิจ

 

“อริยา ติรณะประกิจ” รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) มองว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นเรื่องเฉพาะบริษัทไม่ได้ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของตลาดตราสารหนี้แต่ประการใด ย้อนไปในปี16-17 ช่วงที่เกิดเหตการณ์ลักษณะเดียวกันขึ้นกับหุ้นกู้ของ ‘IFEC’ และ ‘EARTH’ นั้น ก็เป็นลักษณะความเสี่ยงเฉพาะบริษัทไป จำกัดวงอยู่แค่นั้นไม่ได้กระทบไปถึงตลาดในภาพรวมเช่นเดียวกัน ในครั้งนี้ผลกระทบก็จะจำกัดวงเช่นกัน ส่วนตลาดของ หุ้นกู้ ในกลุ่ม High Yield ซึ่งเป็นตราสารที่มีอันดับเครดิตต่ำกว่าระดับลงทุนได้ (BBB-) ลงมา และ Non-Rated นั้นได้รับผลกระทบมาตั้งแต่ปี16 ช่วงนั้นแล้ว หลังจากเกิดเรื่อง ผิดนัดชำระหนี้ (Default) ขึ้น นักลงทุนก็ระมัดระวังมากขึ้นในการลงทุน ผู้ออกเองก็ลดลงตามไปด้วย เพราะรู้ว่าออกมาแล้วขายได้ยากขึ้น

 

 

“มูลค่าคงค้างตราสารหนี้ภาคเอกชน (ณ 28 มิ.ย. 19) อยู่ที่ 3.9 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.24% จากปีก่อน เป็นการเพิ่มขึ้นทั้งตราสารหนี้ระยะสั้นและระยะยาว อย่างไรก็ตามจะเห็นได้ว่าในกลุ่ม High Yield ระยะสั้นมีสัดส่วนลดลง ทั้งนี้ในกลุ่มที่เป็น ‘Non-rated’ ที่ออกมานั้น ประมาณ 60% จะมี หลักประกันเพื่อให้ขายได้ง่ายขึ้นนั่นเอง และบางส่วนก็ออกมาเพื่อขายให้กับบริษัทในเครือด้วยกันเอง”

 

 

Non-ratedไม่ใช่ ตราสารที่ไม่ดี

 

 

ในส่วนของหุ้นกู้กลุ่ม High Yield นั้น มีมูลค่าประมาณ 47,890 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเพียง 1% ของหุ้นกู้ทั้งหมด ถือว่าเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก ที่สำคัญตลาดหุ้นกู้ของไทยนั้นในภาพรวมเป็นตลาดของหุ้นกู้ที่มีเครดิตที่ดี มีสัดส่วนของหุ้นกู้ที่มีอันดับเครดิต ‘A- ขึ้นไปมากถึง 80% เลยทีเดียว ดังนั้นในแง่ผลกระทบแล้ว จำกัด เท่าที่ผ่านมาในตลาดหุ้นกู้นี้มีการผิดนัดชำระหนี้เพียง 0.4% เท่านั้น น้อยกว่าสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของระบบธนาคารอีก

 

‘Non-rated’ ไม่ใช่ตราสารหนี้ที่ไม่ดี บริษัทที่ออกเป็นบริษัทที่ฐานะการเงินแข็งแกร่งก็มีแต่เลือกที่ออกแบบ Non-rated ก็มีมาก กว่า 60% ออกโดยบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หรือบริษัทขนาดใหญ่นอกตลาดที่มีฐานะการเงินดี

 

 

“อย่างไรก็ตาม หุ้นกู้ ก็เหมือนกับ หุ้น ก็มีที่ดีและไม่ดี นักลงทุนก็ต้องมีความรู้ ศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน พยายามหลีกเลี่ยงบริษัทที่อาจจะมีปัญหาได้ อย่ามองแต่อัตราผลตอบแทนสูงๆ เพียงอย่างเดียว Non-rated ที่ออกมาช่วงหลังผลตอบแทน 6-7% ก็มี”

 

ปัจจุบันกลุ่มผู้ออกหุ้นกู้หลักจะมาจาก 3 กลุ่มใหญ่ คือ

 

1.อสังหาริมทรัพย์                17.44%

2.อาหาร                            16.82%

3.พลังงาน                          15.12%

 

 

“แม้ภาพเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยอาจจะได้รับผลกระทบจากปัจจัยเสี่ยงเข้ามากระทบ หลายคนกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อบริษัทในภาคอสังหาริมทรัพย์ แต่ต้องไม่ลืมว่าบริษัทเหล่านี้ มีทรัพย์สิน ของตัวเองที่สามารถจะขายได้หากมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น แต่ปัจจุบันภาพรวมของตลาดตราสารหนี้ยังไม่มีความเสี่ยงอะไรที่น่าห่วงแต่ประการใด ยังคงเป็นหนึ่งในทางเลือกการลงทุนในยุคดอกเบี้ยต่ำได้”

 

 

“หุ้นกู้”...อีกทางเลือกการลงทุน-แต่ไม่ใช่ตลาดของรายย่อย

 

 

          อริยายอมรับว่า ตลาดตราสารหนี้เป็นตลาดของ นักลงทุนสถาบัน กับกลุ่ม นักลงทุนรายใหญ่ (High Net Worth :HNW)’ เพราะซื้อขายกันขั้นต่ำก็ 5 แสนบาท 1 ล้านบาท แล้ว อย่างที่บอกไปแล้วว่าตลาด หุ้นกู้ ของไทยนั้นเครดิตดีมาก A- ขึ้นไปกว่า 80% ออกขายปุ๊บ นักลงทุนสถาบันก็เก็บหมด ไม่เหลือมาถึง รายย่อย หาซื้อกันไม่ได้ ซึ่งเป็นปัญหาเหมือนกัน ที่สามารถซื้อหากันได้ก็อาจจะมีเครดิตที่ไม่ค่อยดีนัก

         

 

“จริงๆ อยากให้นักลงทุนสถาบันอย่าง กองทุนรวม มาลงทุนในตราสารกลุ่ม High Yield มากขึ้น เพราะเขาวิเคราะห์ตราสารหนี้เป็นและสามารถลงทุนเพื่อกระจายความเสี่ยงได้มากกว่า แล้วค่อยให้นักลงทุนไปลงทุนผ่านกองทุนรวมแทนตรงนั้นจะช่วยให้ตลาดหุ้นกู้กลุ่ม High Yield สามารถเติบโตได้ด้วย เพราะเมื่อมีคนออกมา ก็จะมีกองทุนไปซื้อ”

 

ในต่างประเทศ กองทุน High Yield Bond’   จึงมีขนาดใหญ่มาก ลงทุนเป็น 100 ตราสาร เกิดผิดนัดชำระหนี้ขึ้นมา 1 ตัว ก็กระทบเพียงนิดเดียว แต่กองทุนตราสารหนี้ของไทย จะลงทุนในกลุ่ม High Yield ไม่กี่ตัว หากเกิดผิดนัดชำระหนี้ขึ้นมาตัวหนึ่ง ก็จะกระทบมาก เป็นต้น

 

“การลงทุนในหุ้น จะมีความเสี่ยงในเรื่องของราคาหุ้น ซึ่งมีความผันผวนสูง เพราะผลตอบแทนของหุ้นมาจากราคา ใน ตราสารหนี้ เอง ลงทุนเพื่อรับดอกเบี้ย ดังนั้นความสามารถในการชำระหนี้ของบริษัทจึงสำคัญ หากชำระไม่ได้ ผลตอบแทนก็เป็น 0 ได้ทันที ดังนั้นนักลงทุนเองก็ควรทำความเข้าใจกับสิ่งที่ตัวเองจะลงทุน จะมองแต่ผลตอบแทนสูงเพียงอย่างเดียวคงไม่ได้”

 

 

Infra Fund”...เสมือนหนึ่ง ตราสารหนี้ที่มีหลักประกัน

 

 

โดยปกติแล้ว ตราสารหนี้ภาครัฐ ถือว่ามีความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Risk) ต่ำ มีโอกาสผิดนัดชำระหนี้ (Default) ได้น้อยกว่า ตราสารหนี้เอกชน หรือ ตราสารหนี้ทั่วไป แน่นอนเมื่อความเสี่ยงต่ำกว่า...ผลตอบแทนของตราสารหนี้ภาครัฐก็จะต่ำกว่าด้วยโดยเปรียบเทียบ ถ้าอายุตราสารหนี้ เท่ากัน ปกติตราสารหนี้ภาครัฐก็จะให้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่าตราสารหนี้ภาคเอกชนโดยเปรียบเทียบนั่นเอง

 

          

 

 

ส่วน ตราสารหนี้เอกชน ในประเทศ Credit Risk ปกติก็จะสูงกว่าตราสารหนี้ภาครัฐอยู่แล้ว เวลาจะออกหุ้นกู้เอกชนออกมา ผลตอบแทนที่จะให้ก็มี ส่วนชดเชยความเสี่ยง (Credit Spread)’ บวกเพิ่มเข้าไปจากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่มีอายุเท่ากัน ส่วนจะบวก มาก หรือ น้อย นั้น ก็ขึ้นกับระดับความเสี่ยงของหุ้นกู้ตัวนั้นๆ ซึ่งดูได้จาก ‘อันดับเครดิต (Credit Rating)’ เป็นสำคัญ

 

“หุ้นกู้ที่อายุเท่ากัน แต่ Credit Rating ต่างกัน ส่วนชดเชยความเสี่ยงที่บวกเข้าไปก็จะต่างกันไปด้วย โดยหุ้นกู้ที่เครดิตดีอยู่ใน ระดับลงทุนได้ (Investment Grade)’ ก็จะให้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่าหุ้นกู้ที่มีเครดิต ต่ำกว่าระดับลงทุนได้ (Non-investment Grade)’ เพราะเครดิตดีก็จะมี Credit Spread ที่บวกไปบนพันธบัตรรัฐบาลต่ำกว่านั่นเอง”

 

 

จากการศึกษาการถือครองตราสารหนี้ในไทยระยะเวลา 1 ปี กับโอกาสการถูกปรับลดอันดับเครดิตนั้น พบว่า ตราสารหนี้อันดับเครดิตดีจะมีโอกาสผิดนัดชำระหนี้น้อยกว่าตราสารหนี้ที่อันดับเครดิตไม่ดี

 

เช่น อันดับเครดิต A ภายใน 1 ปี มีโอกาสผิดนัดชำระหนี้ 0.16% แต่ถ้าถือครองตราสารหนี้อันดับเครดิต BBB ภายใน 1ปี มีโอกาสผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้นเป็น 1.51%

 

แต่ถ้านักลงทุนต้องการผลตอบแทนที่ดีกว่า ตราสารหนี้ อีกทางเลือกที่น่าสนใจก็คือ “กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund : Infra Fund) นั่นเอง

 

ในแง่ของ ผลตอบแทน ดีกว่าตราสารหนี้ แต่ไม่เสี่ยงเท่า หุ้น ถ้าเปรียบเป็น ตราสารหนี้ ก็เป็นตราสารหนี้ที่มีหลักประกันเป็นกระแสรายรับสุทธิที่แน่นอนจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ตรงนี้ก็เป็น จุดเด่น ที่สำคัญ จึงน่าจะเป็นอีกคำตอบสำหรับนักลงทุนที่มองหาทางเลือกในการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนที่ดีกว่า เงินฝาก และ ตราสารหนี้ในขณะที่ ความเสี่ยง เพิ่มขึ้นมาในระดับหนึ่งแต่ไม่มากจนเกินไปเหมือน ‘หุ้น’

 

ในยุค ดอกเบี้ยต่ำเช่นนี้ การผสม ตราสารหนี้ เข้ามาก็เป็นอีกทางเลือกในการเพิ่มผลตอบแทนให้กับ พอร์ตเงินฝากของคุณเองได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้การกระจายการลงทุนมาในการลงทุนทางเลือกอย่าง ‘Infra Fund’ บางส่วนก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน