“ดอกเบี้ยขาขึ้น”...สวรรค์ของ ‘คนออมเงิน’ จริงหรือ?

จากการที่ ‘คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)’ ได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากร้อยละ 1.5 เป็นร้อยละ 1.75 ตั้งแต่ปลายปีที่ 2561 จากเดิมที่คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ร้อยละ 1.5 มาตั้งแต่ 2558 นั้น และมีการคาดการณ์ว่าจะมีการปรับขึ้นอีกในช่วงปี 2562 ตามแนวโน้มทิศทางการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของหลายๆประเทศเช่น สหรัฐอเมริกา เป็นต้นทำให้หลายคนที่มีเงินออมทั้งหมดอยู่ในธนาคารเริ่มมีความสุขกับการคาดหวังจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นในอนาคต


“แต่เมื่อปลายเดือนพ.ค.ผ่านมา ธนาคารกลางของสหรัฐ (Fed) ก็ส่งสัญญาณถึงความไม่แน่นอนในทิศทางของอัตราดอกเบี้ย และอาจพิจารณาปรับ ‘ลดอัตราดอกเบี้ย’ ในปีนี้หากเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวลงและมีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่สภาวะถดถอย หากเป็นเช่นนั้นจริง สวรรค์ของคนที่ออมเงินจะล่มสลายเลยหรือไม่ (ล่าสุด FED ได้ปรับลดดอกเบี้ยลงเหลือ 2.25% ในขณะที่กนง.ก็ปรับลดลงมาเหลือ 1.5%) ”


ในความเป็นจริงแล้วปัจจัยสภาพของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันแตกต่างไปจากอดีตที่ผ่านมา ปัจจัยทางเศรษฐกิจที่มากระทบกับอัตราดอกเบี้ยนั้นมีมากมาย การปรับลดประมาณการขยายตัวเศรษฐกิจของไทยในปี 2562 เหลือร้อยละ 3.8 อีกทั้งตัวเลขการส่งออกที่หดตัว ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลถึงการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในอีกครึ่งหลังของปี 2562 แต่ปัจจัยที่มีผลกระทบมากต่ออัตราดอกเบี้ยจะมีลักษณะ 2D ดังนี้

  1. “อัตราดอกเบี้ยที่สวนทาง (Divergence)” ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยของสหรัฐปรับเพิ่มขึ้นมาหลายรอบแล้ว ซึ่งอยู่ในระดับสูงและช่วงปลายปี 2562 มีทิศทางจะปรับลดลง แต่ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยของไทยขึ้นมาเพียงแค่ 1 ครั้ง จากดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุลสูง ทุนสำรองมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมากและยังไม่มีทิศทางจะลดลงค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ล้วนทำให้ต้องดำรงอัตรา ‘ดอกเบี้ยต่ำ’ เนื่องจากบริบทเศรษฐกิจของประเทศไทยได้เปลี่ยนไปแล้ว
  2. ทิศทางของอัตราดอกเบี้ย (Direction) จากการที่เศรษฐกิจไทยมีอัตรา ‘เงินเฟ้อ’ ที่อยู่ในระดับต่ำมาเป็นเวลายาวนาน ยิ่งทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่มีแรงกดดันที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยการที่เราจะคาดหวังจากการที่อัตราดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้นสูงเหมือนในอดีตจึงเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก



“ผู้ฝากเงิน”
เองจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเรียนรู้สภาพเศรษฐกิจของไทยว่ามีบริบทใหม่เพื่อจะเข้าใจในสิ่งที่มันเปลี่ยนไปและสามารถคาดหวังอัตราผลตอบแทนตามระดับของความเสี่ยงที่ตัวเองยอมรับได้ ดังนั้นกลยุทธ์ที่เราควรเตรียมเพื่อใช้ในการรับมือกับบริบทใหม่คือ

  1. กระจายในหลายผลิตภัณฑ์ (Diversify) ศึกษาในผลิตภัณฑ์ทางการอื่นๆ เพิ่มขึ้น ทั้งในส่วนของการได้อัตราผลตอบแทน ระดับความเสี่ยง เงื่อนไขทางกฎหมายหรือสภาพคล่องในการถือครองผลิตภัณฑ์ เพื่อเป็นทางเลือกในการออมและลงทุน
  2. ปรับแผนการลงทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป (Review) ควรมั่นตรวจสอบอัตราผลตอบแทนของพอร์ตตัวเองตามสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปอย่างผันผวน
  3. พบกับผู้เชี่ยวชาญการเงินหรือนักวางแผนทางการเงินเพื่อขอคำปรึกษาถึงการปรับพอร์ตการออมรวมถึงการวางแผนการทางเงินด้านอื่นที่สำคัญกับชีวิตของตัวเราเอง เพราะชีวิตไม่ได้มีแค่ด้านออมอย่างเดียว ยังมีทั้งเรื่องของการประกันสุขภาพ ภาษีที่เกี่ยวข้องกับตัวเรา รวมถึงการส่งต่อเงินออมที่มีให้กับลูกหลานต่อไปในอนาคต





ดังนั้นจาก
‘บริบทใหม่’ ของสภาพเศรษฐกิจที่มีความผันผวนสูง ลักษณะของเงินทุนที่เคลื่อนย้ายไว อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ระดับต่ำอย่างยาวนาน ทำให้เราต้องรู้เท่าทันเพื่อที่จะได้รักษาระดับของผลตอบแทนที่เราคาดหวังได้อย่างเหมาะสมไม่ควรคาดหวังอัตราผลตอบแทนสูงมิเช่นจะกลายเป็น...เทวดาตกสวรรค์


ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่ LINE@cfpthailand,TFPA Facebook Fanpageและ  www.tfpa.or.th     

 

 

YOU MIGHT ALSO LIKE