การเงินเชิงพฤติกรรมกับการบริหารความมั่งคั่ง

ตอนที่ 5: ความเฉื่อย (Inertia)


บทความนี้เราจะมาทำความรู้จักกับ ‘อคติ (Bias)’ อีกตัวคือ ‘ความเฉื่อย (Inertia)’ ซึ่งมักจะส่งผลให้เราไม่สามารถบริหารความมั่งคั่งได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ จากการศึกษาของ Madrian and Shea (2001)’ พบว่า พนักงานในองค์กรส่วนใหญ่ มีความเฉื่อย (Inertia)’ และ ยึดติด กับอัตราเงินสะสมขั้นต่ำที่บริษัทกำหนดให้ตามแผนเกษียณอายุเมื่อเริ่มเข้าไปทำงาน


“โดยพนักงานมักจะ ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงอัตราเงินสะสมให้เหมาะกับแผนเกษียณของตนเอง พฤติกรรมดังกล่าวสามารถอธิบายได้ด้วย ‘Anchoring effect (การยึดติด)’ และ Endowment effect (เมื่อเราครอบครองอะไรอยู่ เราจะประเมินค่าของมันสูงกว่าคนที่ไม่ได้ครอบครอง รวมทั้งประเมินค่าของมันสูงเกินจริง) กล่าวคือ พนักงานมีความยึดติดกับอัตราเงินสะสมที่มีอยู่และมีความคิดว่าอัตราเงินสะสมที่กำหนดโดยแผนการเกษียณอายุของบริษัทนั้นเป็นอัตราเงินสะสมที่ดีที่สุดแล้วสำหรับตนเอง”


นอกจากนี้แล้ว ‘Benartzi and Thaler (2004)’ ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมการออมเพื่อเกษียณของพนักงาน และเสนอให้มีการใช้ระบบ ‘Scheduled deferral increase program (SDIP)’ หรือ การเพิ่มอัตราการออมโดยอัตโนมัติ (Auto-escalation) ของพนักงาน เพื่อเพิ่มอัตราเงินสะสมของพนักงานให้สูงขึ้นตามระยะเวลาที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า เช่น การเพิ่มอัตราเงินสะสมของพนักงาน 1% ต่อปีโดยอัตโนมัติ ในกรณีที่พนักงานคนไหนไม่ต้องการเพิ่มอัตราเงินสะสม ก็ค่อยให้พนักงานทำเรื่องแจ้งกับทางบริษัทว่าไม่ต้องการเพิ่มอัตราเงินสะสม

 

 

วิธี SDIP’ นี้เป็นการใช้ประโยชน์จากความเฉื่อยของพนักงาน เพราะพนักงานส่วนมากมักมีความเฉื่อยและลืมที่จะทำเรื่องแจ้งบริษัทว่าไม่ต้องการเพิ่มอัตราเงินสะสม หรือพูดง่ายๆ คือ อัตราเงินสะสมของพนักงานก็จะเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติในทุกๆ ปีนั่นเอง


“ระบบ SDIP ดังกล่าวจะแตกต่างจากระบบที่บริษัทส่วนใหญ่ใช้ในปัจจุบันคือ ถ้าพนักงานต้องการเพิ่มอัตราเงินสะสม ก็ให้พนักงานทำเรื่องแจ้งกับทางบริษัทว่าต้องการเพิ่มอัตราเงินสะสม ซึ่งพนักงานส่วนใหญ่มีความเฉื่อยและลืมที่จะทำเรื่องแจ้งบริษัทว่าต้องการเพิ่มอัตราเงินสะสม”


เราจะเห็นได้ว่าการจัดการเกี่ยวกับ ความเฉื่อยในตัวผู้ลงทุนนั้น เราจะไม่พยายามเข้าไปกำจัดความเฉื่อยให้หมดไปจากตัวผู้ลงทุน เพราะความเฉื่อยจัดเป็น คติทางอารมณ์ (Emotional bias)’ ซึ่งยากที่จะกำจัดให้หมดไป ดังนั้นการเงินเชิงพฤติกรรมจะมุ่งเน้นไปที่การออกแบบระบบเกษียณให้เหมาะสมและใช้ประโยชน์จากความเฉื่อยแทน





อ้างอิง
:

  • Benartzi, S. and Thaler, R. (2004). “Save More Tomorrow: Using Behavioral Economics to Increase Employee Saving”, Journal of Political Economy, Vol. 112, 164-187.
  • Madrian, B. and Shea, D. (2001). “The Power of Suggestion: Inertia in 401(k) Participation and Savings Behavior”, The Quarterly Journal of Economics, Vol. 116, 1149-1187.