“ห้างหุ้นส่วนสามัญ”...ทางเลือกใน ‘การประหยัดภาษี’ จริงหรือ?

ผู้เขียนต้องขอขยายความก่อนว่า ‘ห้างหุ้นส่วนสามัญ’ คืออะไร และการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจรูปแบบใดจึงเข้าข่ายการเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ นิยามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ห้างหุ้นส่วนสามัญ หมายถึง บุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปตกลงเข้ากันเพื่อทำกิจการร่วมกันโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะแบ่งปันกำไรที่ได้จากกิจการที่ทำนั้น ยกตัวอย่างเช่น

  1. การเข้าร่วมกันเพื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เช่น นายเอ และ นายบี และนายซี ซื้อที่ดินร่วมกัน
  2. การเข้าร่วมกันของแพทย์ เพื่อทำกิจการรักษาคนไข้ เช่น นายแพทย์ ก. ร่วมกับ นายแพทย์ ข.
  3. การเข้าร่วมกันเปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร เช่น บัญชีเงินฝาก นาง ก. และ นางสาว ข.
  4. การเข้าร่วมกันของนักแสดง ในการรับงานแสดง เช่น นักแสดงเอ ร่วมกับ นักแสดงบี เป็นต้น



บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรกำหนดให้ ‘ห้างหุ้นส่วนสามัญ’ เป็นหน่วยภาษีหนึ่ง แยกต่างหากจากหน่วยภาษีบุคคลธรรมดา โดยห้างหุ้นส่วนสามัญมีหน้าที่ยื่นแบบแสดงรายการ ภงด.90 และ/หรือ ภงด.94  รวมทั้ง มีหน้าที่ชำระภาษี เช่นเดียวกับ หน่วยภาษีที่เป็นบุคคลธรรมดา ทุกประการ


ความแตกต่างระหว่าง ‘ห้างหุ้นส่วนสามัญ’ และ ‘บุคคลธรรมดา’ ที่ผู้เขียนสรุปได้คือเรื่อง ‘การหักค่าลดหย่อน’ ในแบบแสดงรายการเสียภาษีประจำปี กล่าวคือห้างหุ้นส่วนสามัญ สามารถหักลดหย่อนได้ตามจำนวนบุคคลที่เป็นหุ้นส่วน โดยให้หักลดหย่อนได้ คนละ 30,000 บาท แต่มีข้อกำหนด 2 ข้อคือ

  1. หุ้นส่วนที่จะนำมาลดหย่อนได้ต้องอยู่ในประเทศไทย
  2. ยอดหักลดหย่อนสูงสุด ต่อ 1 ห้างหุ้นส่วนสามัญ คือ ไม่เกิน 60,000 บาท



นอกจากนี้ ห้างหุ้นส่วนสามัญ ยังมีสิทธิหักลดหย่อน ‘เงินบริจาค’ ได้อีกไม่เกินร้อยละ 10 ของเงินได้หลังหักค่าใช้จ่าย และค่าลดหย่อนต่าง ๆ แล้ว ทั้งนี้ห้างหุ้นส่วนสามัญจะได้สิทธิหักค่าลดหย่อนเพียง 2 สิทธิที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

 

 

“จากข้อมูลดังกล่าว ทำให้มีแนวคิดการวางแผนภาษี ด้วยวิธี ‘กระจายหน่วยภาษี’ เกิดขึ้น เพราะประเทศไทยใช้อัตราภาษีแบบก้าวหน้า เมื่อสามารถแยกหน่วยภาษีได้ภาระภาษีจะบรรเทาเบาบางลง ซึ่งในช่วงก่อนวันที่ 1 มกราคม 2558 การเข้าร่วมกันเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ แทบไม่มีข้อจำกัด”


ปัจจัยหลักที่ทำให้การเข้าร่วมเป็น ‘ห้างหุ้นส่วนสามัญ’ ได้รับความนิยมมาก เพราะส่วนแบ่งเงินได้จากห้างหุ้นส่วนสามัญ หลังจากที่มีการยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษี และชำระภาษีเรียบร้อยแล้ว เงินส่วนแบ่งดังกล่าวที่แบ่งให้กับหุ้นส่วนแต่ละคนถือเป็น ‘รายรับที่หมดภาระภาษี’ แล้ว


ต่อมา “กรมสรรพากร” ออกคำสั่ง ที่ ป.149/2558 เรื่องการเสียภาษีเงินได้ของห้างหุ้นส่วนสามัญ หรือคณะบุคคลที่ไม่ใช่นิติบุคคล ซึ่งคำสั่งฉบับนี้มีสาระสำคัญตอนหนึ่งกำหนดให้เงินส่วนแบ่งกำไรของห้างหุ้นส่วนสามัญที่ทำการแบ่งให้กับหุ้นส่วนในปีภาษีใด ๆ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2558 เป็นต้นไป


“หุ้นส่วนซึ่งเป็น ‘บุคคลธรรมดา’ ต้องนำเงินส่วนแบ่งดังกล่าวไปรวมคำนวณเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร โดยไม่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ตามมาตรา 42(14) แห่งประมวลรัษฎากรอีกต่อไป”


เมื่อความพิเศษที่เคยได้รับจากการเข้าร่วมกันเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ ถูกลดทอนลง และเมื่อมาชั่งน้ำหนักกับภาระหน้าที่ที่ต้องจัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายให้ถูกต้อง อีกทั้งต้องแสดงบัญชีรายรับ-รายจ่ายดังกล่าวพร้อมการยื่นแบบแสดงรายการ ภงด.90 และ/หรือ ภงด. 94 จึงทำให้ ‘ห้างหุ้นส่วนสามัญ’ ที่เกิดขึ้นมา ตั้งแต่ ปีพ.ศ. 2558 ส่วนใหญ่จัดตั้งขึ้นตามวัตถุประสงค์ดั้งเดิมที่แท้จริง คือ เพื่อช่วยให้กิจการมีเงินลงทุนมากขึ้น และมีประโยชน์ในแง่ของการตัดสินใจที่จะมีความรอบคอบมากกว่าการดำเนินธุรกิจในรูปแบบของบุคคลธรรมดาเพียงคนเดียว


กล่าวได้ว่า ‘คำสั่งของสรรพากร’ ฉบับนี้ ส่งผลให้ความนิยมในการวางแผน ‘กระจายหน่วยภาษี’ด้วยวิธีเข้าร่วมกันเป็น ‘ห้างหุ้นส่วนสามัญ’ ลดลงมาก เพราะความได้เปรียบในการวางแผนภาษีโดยใช้ห้างหุ้นส่วนถูกลดบทบาทลงไปแล้ว


ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่ LINE@cfpthailand,TFPA Facebook Fanpageและ  www.tfpa.or.th     

YOU MIGHT ALSO LIKE