“บลจ.บัวหลวง”...ชู 3 ‘กองทุนผสม’ เด่นรับมือทุกสถานการณ์

 

“บลจ.บัวหลวง”...แนะ กองทุนผสมตอบโจทย์ทุกภาวะการลงทุน ช่วยสร้างสมดุลระหว่าง ผลตอบแทน-ความเสี่ยงชู 3 กองเด่น ‘B-INCOME/B-SENIOR/B-SENIOR-X’ เป็นทางเลือก พร้อมหั่นเป้าการเติบโตเศรษฐกิจไทยเหลือ 3.3-3.6% หลังสงครามการค้าพ่นพิษ

 

 

นายวศิน วัฒนวรกิจกุล กรรมการผู้จัดการ Head of Business Distribution บลจ.บัวหลวง จำกัด (กองทุนบัวหลวง) เปิดเผยว่า นักลงทุนกำลังเผชิญสถานการณ์แวดล้อมในโลกที่ทำให้จับจังหวะลงทุนได้ยากขึ้น ทั้งสงครามการค้าและเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐกับจีน ที่เป็นปัจจัยต่อเนื่องกระทบเศรษฐกิจและตลาดการเงินในอนาคต แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกที่อยู่ในระดับต่ำ และสภาพคล่องที่มีอยู่มากในระบบการเงิน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ทำให้การลงทุนในตลาดเงินและตลาดทุนทั่วโลก รวมทั้งไทย เผชิญความผันผวนมากขึ้น

 

“เราลงทุนก็เสี่ยง ไม่ลงทุนก็เสี่ยง หลายคนมองว่าสถานการณ์ไม่ดี ทำไมต้องลงทุน แต่การอยู่เฉยๆ ไม่ลงทุนก็มีความเสี่ยง เนื่องจากเงินที่เราถืออยู่จะด้อยค่าลงจากอัตราเงินเฟ้อ วิธีที่ดี คือ กระจายการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลายตามความเสี่ยงที่รับได้ แล้วปล่อยให้เงินลงทุนเติบโต โดยกองทุนผสม (mixed fund) เป็นทางเลือกที่เหมาะสม เพราะรับมือสถานการณ์ตลาดเงิน ตลาดทุนที่มีความไม่แน่นอนสูงได้ดี เนื่องจากกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย ทั้งสร้างสมดุลความเสี่ยงและผลตอบแทน” 

 

นายวศิน ยังกล่าวอีกว่า บริษัทแนะนำทางเลือกการลงทุนผ่านกองทุนผสม 3 กองทุน คือ

 

  • กองทุนเปิดบัวหลวงอินคัม (B-INCOME)’
  • กองทุนผสมบีซีเนียร์สำหรับวัยเกษียณ (B-SENIOR)’
  • กองทุนผสมบีซีเนียร์สำหรับวัยเกษียณ เอ็กซ์ตร้า (B-SENIOR-X)’

       

วศิน วัฒนวรกิจกุล

 

ทั้ง 3 กองทุนนี้ ผู้จัดการกองทุนจะจัดสรรเงินไปลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภทผสมผสานกัน จึงมีความทนทานต่อสถานการณ์ อีกทั้งเหมาะกับผู้ลงทุนที่ไม่มีความชำนาญและไม่มีเวลาจัดสรรเงินลงทุนเอง โดย ‘B-INCOME’ จะลงทุนในสินทรัพย์คุณภาพดีหลากหลายประเภทที่สามารถสร้างรายได้สม่ำเสมอ ส่วน ‘B-SENIOR’ และ ‘B-SENIOR-X’ เน้นโอกาสรับผลตอบแทนที่มากกว่าเงินเฟ้อ เพื่อรักษาอำนาจการซื้อของผู้ลงทุน ซึ่งจะแตกต่างกันเพียง ‘B-SENIOR-X’ มีสัดส่วนการลงทุนในต่างประเทศระดับสูงกว่า คือ ไม่เกิน 79% เพื่อเพิ่มโอกาสคัดเลือกสินทรัพย์ลงทุน ขณะที่ B-SENIOR ลงทุนในต่างประเทศไม่เกิน 15%

 

 

“โดยภาพรวม บริษัทเพิ่งปรับลดประมาณการเศรษฐกิจโลกปีนี้ว่า จะขยายตัว 3.3-3.6% เทียบกับช่วงต้นปีที่ประเมินไว้ 3.4-3.6% เนื่องจากเห็นผลกระทบข้างเคียงของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่เกิดขึ้นกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก ทั้งยังปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยว่า จะขยายตัว 3.3-3.6% ลดลงจากเมื่อต้นปีที่เคยคาดการณ์ว่า จะขยายตัว 4.1% เนื่องจากการส่งออกและการท่องเที่ยวมีแนวโน้มเติบโตน้อยลง อย่างไรก็ตาม นักลงทุนคาดหวังมาตรการของรัฐบาลใหม่ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่จะชัดเจนขึ้นในระยะอันใกล้”

           

นายวศินกล่าวเพิ่มเติมว่า การปรับลดประมาณการการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทย อาจทำให้นักลงทุนกังวลกับการลงทุนท่ามกลางความท้าทายที่มีมากขึ้น โดยเฉพาะในบางจังหวะที่มูลค่าหน่วยลงทุนลดลงต่ำกว่าที่ลงทุนไว้ ก็อยากจะฝากแง่คิดว่า การลงทุนไม่เหมือนการซื้อสินค้าที่ชำระเงินไปแล้วได้สินค้ากลับมาทันที เพราะการลงทุนต้องใช้เวลาเพื่อรอให้เติบโต ส่วนใครที่ยังไม่เคยลงทุนมาก่อน ควรเริ่มทดลองนำเงินมาลงทุนจำนวนน้อยๆ แล้วค่อยๆ เพิ่มเงินลงทุนในอนาคต หากเลือกกองทุนที่ดี ลงทุนอย่างสม่ำเสมอ และให้เวลากับการลงทุน ก็มีโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีได้ในอนาคต

           

“ผู้ลงทุนควรกระจายการลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย ไม่ควรใส่เงินลงทุนไว้ในสินทรัพย์ประเภทเดียว หากปัจจุบันลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้อยู่แล้ว ก็อาจพิจารณายืดตัวมาลงทุนในกองทุนผสมบ้าง ส่วนผู้ที่ลงทุนในกองทุนผสมอยู่แล้ว และรู้สึกพึงพอใจกับการทำงานของกองทุนประเภทนี้ ก็อาจจะเปิดโอกาสให้ตัวเองมากขึ้น ด้วยการขยายการลงทุนเพิ่มเติมได้”

 

นายวศินกล่าวต่อว่า ไม่ว่าสถานการณ์แวดล้อมเป็นอย่างไร อยากแนะนำนักลงทุนว่า การลงทุนอย่างต่อเนื่องตลอดทุกช่วงวัฎจักรเศรษฐกิจ (STAYING INVESTED THROUGH ALL MARKET CYCLES) ยังเป็นสิ่งที่ควรทำอยู่ โดยบริษัทเชื่อมั่นว่า การลงทุนอย่างสม่ำเสมอด้วยกลยุทธ์ลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย จะรับมือกับความไม่แน่นอนในอนาคตได้ และทำให้ผู้ลงทุนมีโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีด้วย