“ทองคำ”...Upside จำกัด - ระยะยาวยังอยู่แนวโน้ม ‘ขาขึ้น’

ในท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงสารพัดที่ถาโถมเข้ามาในตลาดการเงินโลก เร่งเร้าความกังวลของนักลงทุนให้พุ่งสูงขึ้นหนึ่งในสินทรัพย์ที่นักลงทุนคิดถึง ก็คือ “ทองคำ”

 

           
แม้ “วิกฤติ” จริงจะยังไม่เกิด แต่ความกลัวต่อความไม่แน่นอนที่เรียงรายอยู่ข้างหน้า ก็ผลักดันให้ราคาทองคำในปีนี้ทะยานขึ้นมาแล้วกว่า 212 ดอลลาร์ คิดเป็นผลตอบแทน 16.52% แล้ว

 

           
จะลงทุนตอนนี้จะ ‘ช้าไป’ หรือเปล่า? ในวันที่ทองคำพุ่งขึ้นมาทดสอบระดับ 1,500 ดอลลาร์อีกครั้งแล้วในรอบ 6 ปี  4 เดือน ตั้งแต่เม.ย. 13  ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีเรื่องราวที่น่าสนใจมาฝากกันเช่นเคย

 

 

“ทองคำ”...ยุคใหม่ ตอบสนองเชิงบวกต่อ วิกฤติ

 

 

ย้อนหลังไปในยุคก่อนปี2004 นั้น "ทองคำ” แทบไม่ไปไหนไกลเลย ราคานอนนิ่งสนิท หากย้อนดู ‘วิกฤติ’ ในช่วงก่อนปี 2004 ราคาทองไม่ได้ตอบสนองในเชิงบวกต่อสัญญาณวิกฤติแต่ประการใด

 

  •  สงครามอ่าวเปอร์เซีย : ทองคำ – 2.61%
  • วิกฤติต้มยำกุ้ง : ทอง – 12.86%
  • วิกฤติดอทคอม : ทอง -4.79%

 

แต่ราคาทองคำหลังปี2004 เป็นต้นมาจะเห็นการปรับตัวขึ้นของราคาทองคำผ่านระดับ 400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขึ้นมา พร้อมการเคลื่อนไหวสู่แนวโน้มขาขึ้นอย่างชัดเจน

 


 

“ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการที่ทองคำกลายมาเป็น ‘สินทรัพย์ทางเลือก’ ในการลงทุนนั่นเอง การเข้ามาของดีมานด์การลงทุนจากกองทุน ETF เริ่มเกิดขึ้นในปี2004 และถือเป็นหนึ่งในดีมานด์การลงทุนทองคำในปัจจุบัน หลังจากนั้นมาราคาทองในฐานะสินทรัพย์ที่ปลอดภัย (Safe Haven) ในช่วง ‘วิกฤติ’ ก็สะท้อนบุคลิกนี้ชัดเจนมากขึ้น

 

  • วิกฤติการเงินโลก : ทอง + 12.22%
  • วิกฤติหนี้ยูโรโซน : ทอง +25.76%

 

ในปี 19 นี้ แม้จะยังไม่มี ‘วิกฤติ’ เกิดขึ้น แต่ ‘ความเสี่ยง’ ที่เพิ่มขึ้นในโลกและความกังวลของนักลงทุนที่มีต่อความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและการลงทุนก็ผลักดันราคาทองคำปีนี้ให้ตื่นจากหลับใหลได้ในที่สุด

      
 

“โดยตลาดยังมองว่า...หากเกิด ‘วิกฤติ’ ขึ้นจริงก็จะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ผลักดันราคาทองให้ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นได้ไม่มากก็น้อย”

 

 

“FED” ลดดอกเบี้ย+ ‘ความเสี่ยงการเมืองโลก’
...ปัจจัยหนุนราคาทองคำรอบนี้

        

 

ปัจจัยที่มีอิทธิพลในการกำหนดราคาทองคำหลักๆ ที่เราน่าจะได้ยินกันบ่อยๆ ก็คือ ‘ค่าเงินดอลลาร์’ เพราะราคาทองคำมีการเคลื่อนไหวในทิศทาง ‘ตรงข้าม’ กับค่าเงินดอลลาร์เป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ไม่เสมอไปแล้วแต่ช่วงเวลาด้วย

 

“ในช่วงเวลาที่แตกต่างกันไป ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อราคาทองคำก็จะแตกต่างกันออกไป ในบางช่วง ‘ค่าเงินดอลลาร์’ อาจจะเป็นปัจจัยหลัก แต่ในช่วง ‘วิกฤติ’ อาจจะเป็นปัจจัยความเสี่ยงเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก”

           

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่มีอิทธิพลในการขับเคลื่อนราคาทองคำในรอบนี้นั้น ทาง “สภาทองคำโลก (World Gold Council)” ระบุในบทวิเคราะห์ว่า เป็นผลมาจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายของสหรัฐเป็นปัจจัยหลัก ยืนยันด้วยการปรับลดดอกเบี้ยในช่วงที่ผ่านมา ราคาทองได้ปรับตัวทะลุ 1,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2013

 

          

 

โดยปัจจัยที่จะขับเคลื่อนราคาทองให้วิ่งต่อไปจากนี้ ได้แก่ คาดการณ์ดอกเบี้ยที่จะอยู่ในระดับต่ำ ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาตร์และความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ จะเป็นปัจจัยที่สนับสนุนให้ ธนาคารกลาง ยังคงซื้อทองคำอย่างต่อเนื่อง หลังธนาคารกลางซื้อทอง 224.4 ตัน ในไตรมาสที่2/19 ทำให้ครึ่งปีแรกซื้อไปรวม 374.1 ตัน

 

“ผลตอบแทนของทองคำถูกกำหนดจากหลายปัจจัย ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละช่วงเวลา แต่จากนี้ไปปัจจัยที่จะส่งผลต่อราคาทองคำจะเป็นเรื่องของนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายลงของสหรัฐด้วยการปรับลดดอกเบี้ย ตลอดจนปัจจัยเรื่องของความเสี่ยงทางการเมืองในโลกด้วย”

 

 

“ทองคำ”...ระยะสั้น Upside จำกัด-มีโอกาสปรับฐาน

แต่ยังคงเป้าหมายระยะกลาง 1,550 ดอลล์

 

 

ด้าน “TakiTsaklanos” แห่ง investinghaven.com ที่มีประสบการณ์ 15 ปี ในตลาดการลงทุนโลก บอกว่า ไม่กี่ปีมานี้เราให้ราคาทองปี19 ไว้ที่ 1,550 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งตอนนั้นเป็นเวลาที่ดีมากในการลงทุนในทองคำซึ่งนักลงทุนยังมองไม่เห็นเพราะไม่มีปัจจัยอะไรที่น่าสนใจที่จะลงทุนในทองตอนนั้น วันนี้หลังจากทองคำเข้าสู่ภาวะกระทิงได้ไม่กี่เดือน ราคาทองก็ปรับขึ้นอย่างร้อนแรง และนักลงทุนก็เริ่มถามกันว่าจะช้าไปหรือไม่ที่จะลงทุนในทองคำ

 

“ชัดเจนว่าโอกาสในการปรับตัวขึ้นของทองลดน้อยลงในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา และนักลงทุนเริ่มตระหนักได้ว่าลงทุนทองตอนนี้อาจจะช้าเกินไปแล้ว อย่างไรก็ตามเรายังเชื่อว่าในที่สุดราคาทองจะไปถึงเป้าหมายที่ให้ไว้ 1,550 ดอลลาร์ ในปี19 ได้ในที่สุด หรือบางที่อาจจะมีโอกาสที่จะปรับขึ้นได้มากกว่านั้นด้วย?”

 

หนึ่งในดัชนีชี้นำสำหรับทองที่แนะว่าศักยภาพในการปรับตัวของราคาทองคำยังมี นั่นคือ การปรับตัวขึ้นครั้งใหญ่ของ ‘TIPS ETF’ ซึ่งลงทุนใน ‘Treasury Inflation-Protected Securities’ ที่มีความสัมพันธ์กับการเคลื่อนไหวของราคาทองค่อนข้างมาก โดยเฉพาะหลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐปรับลดดอกเบี้ยลงครั้งแรกในรอบ 11 ปี เป็นผลดีต่อทอง

 

อีกหนึ่งคือ การเพิ่มการลงทุนในทองคำของกลุ่มนักลงทุนทั่วโลกแต่ปัจจัยนี้ก็ไม่ใช่สัญญาอะไรว่าจะเกิดขึ้น เพราะนักลงทุนทั่วโลกได้เพิ่มสัดส่วนการถือครองทองคำขึ้นมามากแล้วในช่วงที่ผ่านมา

 

“แต่นั่นไม่ได้บอกว่าเรามาถึงจุด ‘สูงสุด’ ของทองแล้ว เพียงแต่บอกได้ว่าโอกาสในการปรับขึ้นของทองในรอบนี้นั้นค่อนข้างจำกัดแล้วเท่านั้นเอง”

 

          

 

ในขณะที่เวบไซด์ KITCO.com” เวบเกี่ยวกับการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ระดับโลก ระบุผ่านบทสัมภาษณ์นักเศรษฐศาสตร์ของ Capital Economics ว่า ราคาทองได้ปรับขึ้นมามากแล้วเพื่อรับข่าวการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ,ความรุนแรงของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน ที่ส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นในช่วงที่ผ่านมา แต่เรายังคาดราคาสิ้นปี 19 ไว้บริเวณ 1,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์

 

“ยกเว้นจะมีเซอร์ไพรซ์จาก FED ที่จะมีอิทธิผลต่อการปรับเป้าหมายใหม่ของเรา ซึ่งเราประเมินว่าในปีนี้ FED จะลดดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในเดือนธ.ค. และจะลดดอกเบี้ยรวมกันในวงจรรอบนี้เพียง 0.75% เท่านั้น”

 

ส่วนโบรกเกอร์ทองคำในไทยส่วนใหญ่มองทองคำระยะยาวยังอยู่ในแนวขาขึ้น แต่ระยะสั้นมีโอกาสปรับฐาน โดยมีกรอบแนวต้าน 1,500 /1510 ดอลล์ และแนวรับ 1,460/1,450 ดอลลลาร์

 

“จากราคาทองระดับ 1,500 ดอลลาร์ กับเป้า 1,550 ดอลลาร์สิ้นปีนั้นจะมี Upside เพียง 3.33% เท่านั้น แต่หากปรับลงไปที่ 1,400 ดอลลาร์ จะมีโอกาสปรับลงประมาณ 6.67% ดังนั้นกลยุทธ์ที่โบรกเกอร์ทองในไทยแนะนำคือให้เก็งกำไรในแนวโน้มขาขึ้น คือ ขายตามแนวต้านแล้วไปรอซื้อกลับที่แนวรับ จะทำให้ upside เปิดขึ้นเป็น 7-10% ทั้งนี้มีการมองเป้าหมายระยะยาวช่วง 5 ปี ไว้ที่ระดับ 1,613 ดอลลาร์ ไว้เช่นกัน”

 

 

“ทองคำ” เป็นสินทรัพย์ทางเลือกที่สามารถนำมาผสมไว้ในพอร์ตการลงทุนเพื่อป้องกันความเสี่ยงให้กับพอร์ตการลงทุนได้เป็นอย่างดี ซึ่งปกติแล้วแนะนำให้มีสินทรัพย์ทางเลือกไว้ประมาณ 15% (แต่จะมีทองและอสังหาริมทรัพย์หรือสินทรัพย์ทางเลือกอื่นในสัดส่วนเท่าไรนั้น ขึ้นกับความชอบและความสามารถในการรับความเสี่ยงของแต่ละบุคคลเป็นสำคัญ)