“หุ้นไทย”...ไม่ใช่เป้าหมายหลักใน ‘ตลาดเกิดใหม่’

เศรษฐกิจโลกจะไปได้อีกไกลแค่ไหนนั้นยังคงเป็นหัวข้อถกเถียงกันอยู่ในปัจจุบัน แต่ท้ายที่สุดแล้วก็คงต้องถึง จุดสิ้นสุด ลงในอนาคตข้างหน้านี้ เป็นวัฏจักรที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปแล้วจะเกิดซ้ำรอบแล้วรอบเล่า แต่อย่างน้อยที่สุดในตอนนี้ตลาดก็มองว่า...เศรษฐกิจโลกแค่ชะลอตัวลงเท่านั้นและยังน่าจะเติบโตไปได้อีกระยะหนึ่ง ส่วนจะ สั้น หรือ ยาว แค่ไหนเท่านั้นเอง วันนี้ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีเรื่องราวที่น่าสนใจมาฝากกันเช่นเคย

 

 

“สหรัฐ”...พร้อมลดดอกเบี้ยพยุงเศรษฐกิจ

 

 

ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ในบริบทใหม่ที่ไม่เคยมีเขียนไว้ในตำราทางเศรษฐศาสตร์มาก่อน สภาพคล่องที่อยู่ในระดับสูงจากการอัดฉีดเม็ดเงินเข้ามากอบกู้เศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา ยังเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ยังต่อลมหายใจให้กับตลาดการลงทุนของโลกให้เดินหน้าต่อไปได้

 

 

“วีระ วุฒิคงศิริกูล” รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส  ผู้บริหารสายงานจัดการลงทุน บลจ.กรุงไทย จำกัด (มหาชน) มองว่า หลังเศรษฐกิจสหรัฐกลับมาเติบโตทางธนาคารกลางหสรัฐ (FED) ก็ลด QE และทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยซึ่งความตั้งใจจะปรับไปให้ถึง 3% แต่สุดท้ายเศรษฐกิจรับไม่ไหวจึงต้องหยุดขึ้นและกลับลำมาปรับลดดอกเบี้ยลงเหลือ 2.25% ในการประชุมสิ้นเดือนก.ค.ที่ผ่านมา อย่างที่ราบว่าเศรษฐกิจก็มีวงจรของตัวเองจะให้เติบโตไปไม่หยุดเป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าเกิด วิกฤติ ขึ้นมาจะมีเครื่องมืออะไรไปใช้กอบกู้ ในแง่ นโยบายการคลัง ของสหรัฐเองก็ใช้ไม่ได้ จำเป็นต้องมี นโยบายการเงิน เอาไว้ใช้ซึ่งหลักๆ ก็คือ ดอกเบี้ย

 


 

“ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีทรัมป์ลดภาษีให้บริษัททำให้รัฐขาดรายได้ แม้ว่าผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐจะออกมาดี แต่ทำให้รัฐขาดรายได้ สหรัฐจึงต้องหารายได้ด้วยการไปเก็บภาษีจากจีน แต่สุดท้ายก็ทำให้ต้นทุนสินค้าของตัวเองสูงขึ้นด้วยเรียกว่า เจ็บทั้งคู่ ส่วนใครจะเจ็บมากกว่าและทนได้นานกว่าเท่านั้นเอง รวมถึงการไปขึ้นภาษีกับประเทศอื่นๆ ด้วยเพราะไม่มีรายได้ การลดดอกเบี้ยลงนั้นน่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ระดับหนึ่ง เพราะต้นทุนการเงินของบริษัทลดลง กำไรก็น่าจะดีขึ้น”

 

แต่การลดเพียงครั้งเดียวอาจไม่พอ ผลที่จะตามมาคือ ‘ดอลลาร์อ่อน’ การส่งออกของสหรัฐก็น่าจะดีขึ้น อย่างไรก็ตามจีนก็คงไม่ยอมและทำให้ ‘หยวน’ อ่อนค่าตามด้วยเช่นกัน ดังนั้นปัจจัยสงครามการค้ายังจะคงอยู่ต่อไป ไมจบลงง่ายๆ แน่นอน

 

 

“ส่วนขนาดของการปรับลดไม่ได้มีกฎเกณฑ์ที่ตายตัวว่าจะปรับลงไปจน ดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Interest Rate)’ ติดลบไม่ได้แต่ประการใด หากเศรษฐกิจไม่ดีจริงๆ จำเป็นต้องลดลงมาก็สามารถทำได้ ขึ้นกับว่ามองในมุมไหน เพราะบริบทเศรษฐกิจจากนี้ด้วยเทคโนโลยีที่เข้ามาอาจทำให้ เงินเฟ้อ ของโลกไม่ได้สูงแต่เศรษฐกิจก็ยังเติบโตได้ เพราะในระบบการค้าออนไลน์ตัด ตัวกลาง’ ออกไปต่างจากการค้าในอดีตที่มียี่ปั๊ว ซาปั๊ว ถ้ามองในมุมใหม่เศรษฐกิจโลกอาจจะยังขยายตัวต่อไปได้อีก 2- 5 ปี เป็นสิ่งที่เป็นไปได้เช่นกัน”

 

 

“ตลาดเกิดใหม่”...เป้ามายเงินลงทุน-แต่ ไทย ไม่ใช่เป้าหมายหลัก

 

 

ด้วยกลไกปกติจากการดำเนินนโยบายดอกเบี้ยของสหรัฐเช่นนี้ วีระบอกว่า จะเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้เงินไหลกลับเข้ามาลงทุนใน ตลาดเกิดใหม่ อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม ไทยเองในแง่ของ ตลาดหุ้น อาจจะไม่ใช่เป้าหมายหลัก เม็ดเงินส่วนหนึ่งของกลุ่มกองทุน Passive Fund ที่จัดสรรเงินลงทุนตามดัชนีนั้นก็คงจะมีบางส่วนที่เข้ามาในไทยบ้าง แต่หลักๆ น่าจะเข้าไปยัง จีน ซึ่งจะมีสัดส่วนในดัชนี MSCI Emerging เพิ่มมากขึ้น รวมถึง อาเซียน ที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงด้วยเช่นกัน

 

 

“ประกอบกับหุ้นไทยเองก็ไม่ได้ถูก กำไรบริษัทจดทะเบียนก็ไม่ได้โตมากมองไว้ประมาณ 8% ในปีนี้ โดยมองเป้าดัชนีปีนี้ไว้ที่ 1,720 จุด และมีกรอบการเคลื่อนไหว 1,680-1,760 จุด ดังนั้นแม้เงินจะไหลกลับเข้ามาในเอเชียแต่ไทยคงไม่ใช่เป้าหมายหลักแรกๆ”

 



ส่วนที่ต่างชาติชอบไทย เป็นเรื่องเสถียรภาพเศรษฐกิจ กับค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าในช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับได้รับการปรับมุมมองจาก Moody’s และ Fitch เป็น ‘Positive Outlook’ ทำให้โอกาสที่จะถูกเบี้ยวหนี้ไม่มี เงินต่างชาติจึงไหลเข้ามาลงทุนในตลาด ตราสารหนี้ไทย สุทธิกว่า 2 แสนล้านบาท แม้ต่างชาติจะขายสุทธิหุ้นไทยไปกว่า 3 แสนล้านบาทก็ตาม แต่ทำให้เหลือขายสุทธิจากตลาดไทยไปเพียง 1 แสนล้านบาท เท่านั้น จึงไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดไทยมากนักในช่วงที่ผ่านมา

 

 

ท้ายสุดเวลา “ต่างชาติ” ลงทุนเขาจะมองโดยเปรียบเทียบว่า สินทรัพย์ ไหนน่าสนใจ ในสินทรัพย์ประเภทนั้นที่ไหนน่าสนใจ ซึ่งบางครั้งก็ไม่ได้หมายความว่า ตลาดไทย ไม่ดี แต่อาจจะมี ตลาดอื่น ที่น่าสนใจกว่าเท่านั้นเอง เวลานักลงทุนมองต่างชาติก็จะได้เข้าใจเขามากขึ้นด้วยเช่นกัน