“Inverted Yield Curve”…แค่ผล-ไม่ใช่เหตุแห่ง ‘วิกฤติ’

Inverted Yield Curve”…แค่ผล-ไม่ใช่เหตุแห่งวิกฤติ

ช่วงปลายวงจรขาขึ้นของเศรษฐกิจสหรัฐ ก็มีความกังวลว่าจะเป็นชนวนเหตุแห่ง วิกฤติ รอบใหม่ของโลกหรือไม่ เหมือนทุก 10 ปี จะมี วิกฤติ เกิดขึ้นครั้ง ก็มีการพยายามมองหาเครื่องมือที่จะมาใช้จับสัญญาณเตือนล่วงหน้ากัน หนึ่งในเครื่องมือที่พูดถึงกันมากตัวหนึ่งก็คือ Inverted Yield Curve

“หากเกิดปรากฎการณ์นี้ขึ้น เชื่อว่าจะตามมาด้วย ‘วิกฤติ’ รอบใหม่ในไม่ช้า”

ไม่มีสัญญาณเศรษฐกิจถดถอย

อย่างไรก็ตามในมุมของ “สาห์รัช ชัฏสุวรรณ” ผู้อำนวยการสายการตลาดและที่ปรึกษาการลงทุน บลจ.ทิสโก้ จำกัด เห็นต่างออกไปว่า ถ้าจะพูดถึง ‘วิกฤติ’ หรือ เศรษฐกิจถดถอย (Recession)’ ต้องดูว่ามองจากอะไร เรายังไม่เห็นสัญญาณเศรษฐกิจถดถอยในปีนี้แต่ประการใด เศรษฐกิจโลกยังคงเติบโต แต่โตในอัตราที่ชะลอตัวลงเท่านั้น แต่ถ้าเป็นการมองเป็น การถดถอยเชิงเทคนิค (Technical Recession) เท่านั้น คือ เศรษฐกิจชะลอตัวลง 2 ไตรมาสติดต่อกันเมื่อเทียบแบบไตรมาสต่อไตรมาส อาจจะเกิดขึ้นได้ แต่ไม่ใช่ถดถอยแบบเกิด ‘วิกฤติ’ แน่นอน
( สาห์รัช ชัฏสุวรรณ )

Inverted Yield Curve นั้น มันเป็นผล ไม่ใช่เหตุแห่ง วิกฤติปีนี้ความน่าจะเป็นในการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) จะปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้เหลือศูนย์ไปแล้ว สหรัฐเองอาจจะเห็นตัวเลขเศรษฐกิจอะไรบางอย่างที่อาจจะมีสัญญาณไม่ดีซึ่งเกิดจากผลกระทบจากสงครามการค้ากับจีนแล้วก็ได้ จึงมีมุมมองต่อทิศทางดอกเบี้ยเช่นนี้”

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ ปรับตัวลดลงแล้ว

ปัจจุบันพันธบัตรสหรัฐ อายุ 2 ปี อัตราผลตอบแทนอยู่ประมาณ 2.5% สะท้อนมุมมองว่าดอกเบี้ยระยะสั้นน่าจะอยู่ตรงนี้ไม่ปรับขึ้น ในขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ อายุ 10 ปี ก็ปรับตัวลงมาอยู่ที่ 2.66% โดยประมาณ จากที่เคยทะลุ 3.0% ขึ้นไปช่วงต.ค.-พ.ย.18 แนวโน้มดอกเบี้ยระยะยาวตลาดก็ไม่ได้มองว่าจะปรับตัวขึ้น ส่วนต่างระหว่างผลตอบแทนพันธบัตร 2 ปี และ 10 ปี น่าจะอยู่ระดับนี้ได้“แต่ที่ต้องจับตาคือหากมีอะไรที่ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ อายุ10 ปี ปรับตัวลงต่ำกว่าพันธบัตรสหรัฐ อายุ 2 ปี นั่นสะท้อนว่าตลาดมองว่าดอกเบี้ยระยะยาวจะมีการปรับตัวลง ซึ่งอาจเป็นผลมาจากมุมมองต่อภาพเศรษฐกิจในระยะยาวด้วยเช่นกัน Inverted Yield Curve จึงเป็นผล...ไม่ใช่เหตุแห่ง ‘วิกฤติ’ แต่ประการใด อย่างไรก็ตามปัจจุบันท่าทีของธนาคารกลางทั่วโลกก็มีการใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมากขึ้น พร้อมที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตหากเศรษฐกิจมีการชะลอตัวลง ดังนั้นในปีนี้เราก็ยังไม่น่าจะเห็นเศรษฐกิจโลกถดถอยแต่ประการใด”

“กองทุนตราสารหนี้” ผลตอบแทนปีนี้ดีกว่าปีก่อน

เช่นเดียวกับ “วิน พรหมแพทย์” ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.ซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล จำกัด ที่มองว่า เศรษฐกิจโลกในปี19 เติบโตช้าจริงแต่ยังไม่ใช่ ‘เศรษฐกิจถดถอย (Recession)’ แน่นอน ส่วนแนวโน้มดอกเบี้ยในปี19 ยังอยู่ในขาขึ้น แต่จะขึ้นช้าลง โดยบริษัทคาดว่า FED จะขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ 1 ครั้ง เช่นเดียวกับ ‘คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)’ ที่คาดว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ 1 ครั้ง เช่นกัน ซึ่งดีต่อการลงทุนในตราสารหนี้

กองทุนตราสารหนี้ในปีนี้น่าจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าปีที่ผ่านมาด้วย เพราะมีหุ้นกู้ออกมาใหม่จำนวนมากในปีนี้ เป็นตลาดที่ผู้ซื้อได้เปรียบ จะเห็นว่า ส่วนชดเชยความเสี่ยง (Spread)’ ปรับตัวสูงขึ้น นั่นหมายความว่าที่หุ้นกู้คุณภาพเท่าเดิม แต่ได้ผลตอบแทนที่ดีขึ้น ดังนั้นผลตอบแทนของกองทุนตราสารหนี้ในปีนี้ก็น่าจะดีกว่าปีที่ผ่านมา เรายังคงมองหาโอกาสการลงทุนในหุ้นกู้คุณภาพดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงอายุ 2 – 5 ปี”
( วิน พรหมแพทย์ )

อย่างไรก็ตาม พัฒนาการของสงครามการค้าระหว่าง สหรัฐ และ จีน ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพราะจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกโดยรวมด้วยเช่นกัน

บทความโดย สรวิศ อิ่มบำรุง